,

Mod พาดูหนัง – The Space Between Us รักเราห่างแค่ดาวอังคาร


มีคนเคยบอกไว้ว่า.. “รักแท้.. มักแพ้ระยะทาง”
แต่บางครั้ง “รักแท้.. กลับสร้างปาฏิหาริย์”  
ทำให้ระยะทาง 160,000 ไมล์ ไม่ไกลเกินกว่าจะ “พบกัน”

The Space between us.. หนังที่ทำให้คำว่า

“รักแท้.. แพ้ระยะทาง” บางครั้งอาจไม่ได้เป็นจริงเสมอไป

เรื่องราวความรักของคนสองคน ที่อยู่ห่างกันไกลถึงดาวอังคาร
แต่ด้วยพลังแห่ง “รัก” กลับสร้างปาฏิหาริย์ให้ทั้งคู่มาเจอกันบนโลกได้จริง..

ผลงานการกำกับของ Peter Chelsom นำแสดงโดยพระเอกของเรื่อง Asa Butterfield
รับบทเป็นการ์ดเนอร์ เอลเลียต เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้า ซึ่งเคยฝากผลงานไว้ในหนังที่หลายคนน่าจะคุ้นกัน
อย่างเช่น Ender’s Game หรือแม้แต่ The Boy in the Striped Pajamas
และ Britt Robertson นางเอก ซึ่งเคยโด่งดังจาก Tomorrowland มาแล้ว
ในเรื่องนี้เธอรับบทเป็น ทัลซา.. ทุกอย่างในหนังถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว ทั้งตัวละคร ภาพและเสียง
ใครที่อยากเห็นแสงเหนือ Aurora แนะนำว่า ต้องมาดูค่ะ..

โดยหนังจะบอกเล่าถึงเรื่องราวของการ์ดเนอร์ เอลเลียต เด็กชายวัย 16 ปี
ที่เกิด เติบโต และใช้ชีวิตอยู่บนดาวอังคาร ซึ่งวันหนึ่งดันไปตกหลุมรักกับ ทัลซา
หญิงสาวที่อาศัยอยู่บนโลก การติดต่อระหว่างเขาและเธอเกิดเป็นความผูกพันอันลึกซึ้ง
จนทำให้เขาตัดสินใจออกเดินทางผจญภัยไปสู่ดาวอีกดวงที่เขาไม่เคยย่างกรายไปถึงอย่าง “โลก”

หนังได้สอดแทรกความรู้ทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์เอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับการอยู่บนอวกาศ หรือการปรับตัวเมื่อกลับมายังโลก
ซึ่งศัพท์บางคำอาจเป็นศัพท์เฉพาะทาง บางคนอาจจะงงว่ามันคืออะไร?
ไว้ดูจบค่อยกลับมาค้นหาคำอธิบายกันดูก็ได้ค่ะ ถือว่าเป็นการบ้าน อิอิ

บางอย่างในหนังอาจจะดูไม่สมเหตุผลสมผลไปบ้าง แต่สิ่งที่ประทับใจมากหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้คือ

The Space between us ทำให้เข้าใจความหมายของคำว่า “ชีวิต” มากขึ้น

หนังได้ให้แง่คิดไว้มากมาย อาทิเช่น “เรื่องการมองโลกในแง่ดี”
ความใสซื่อของการ์ดเนอร์ ได้มอบความสดใสให้กับทัลซา เด็กสาวผู้ซึ่งมองว่าโลกเต็มไปด้วยความโหดร้าย
และไม่จริงใจของผู้คน แต่การ์ดเนอร์กลับทำให้เธอมองเห็นว่า

“โลกนี้ยังมีความสวยงาม ความจริงใจที่เธอสมควรจะได้รับมัน.. อยู่จริง”

และการมองในมุมกลับที่การ์ดเนอร์ได้พูดไว้ว่า
“แปลกที่คนบนโลกอยากมาอยู่บนดาวอังคาร แต่เขากลับอยากลงไปอยู่บนโลกมากกว่า”
สะท้อนให้เห็นว่า “มนุษย์มักไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี และโหยหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ”

สุดท้าย.. ความโรแมนติกของหนังเรื่องนี้ สามารถเรียกได้ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาเลยทีเดียว
กับ ความรักของการ์ดเนอร์และทัลซา ที่ข้ามห้วงของเวลาและอวกาศ จนมา “พบกัน”

เคยไหม ที่ “หลงรักใคร เพราะเขามีในสิ่งที่เราขาด”

ทฤษฎีการตกหลุมรักกล่าวไว้ว่า “คนเรามักจะตกหลุมรักในอีกคนที่เรารู้สึกว่า มีในสิ่งที่เราขาด”
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราตกหลุมรักคนที่วาดรูปสวย ในขณะที่เราวาดรูปไม่ได้เรื่อง
และที่เราตกหลุมรักคนนั้นอาจจะเป็นเพราะลึกๆแล้ว เราอยากเป็นคนวาดรูปสวย แต่ทำไม่ได้
จึงอยากหาใครซักคนที่ทำในสิ่งที่เราขาดแทนได้นั่นเอง(แต่ทฤษฎีนี้ อาจไม่จริงเสมอไป หรือใช้ไม่ได้กับทุกคู่นะคะ)

และหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบทำให้ฉันนึกถึงทฤษฎีนี้ขึ้นมาทันที
เพราะทัลซาเป็นคนที่ทำให้การ์ดเนอร์หลุดออกมาจากกรอบ
และสัมผัสได้ถึงคำว่า “อิสระ” ที่ไม่เคยมีมาก่อน
และเป็นสิ่งที่เขาอยากสัมผัสมากที่สุดในชีวิต

ทัลซาทำให้การ์ดเนอร์สัมผัสถึงกับคำว่า “มนุษย์” แท้จริงคืออะไร
และเข้าใจความหมายของคำว่า “ความรัก”

แท้จริงแล้ว “ความรัก” อาจถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้มนุษย์เรียนรู้คำว่า “จากกัน”

ซึ่งเป็นฉากเรียกน้ำตาของหนังเรื่องนี้ค่ะ

ประโยคที่ติดหูในหนัง คือ “What’s your favorite thing about Earth?”
เป็นประโยคที่พระเอกในเรื่องมักจะถามผู้คนบนโลกที่เขาได้พบเจอ
และคนสุดท้ายที่เขาถามก่อนจะกลับไปดาวอังคาร นั่นก็คือนางเอก
ส่วนคำตอบจะเป็นอะไร ต้องไปติดตามต่อกันเองในโรงภาพยนตร์นะคะ

หลังจากหนังฉายจบ.. ก็บอกตัวเองเลยว่า นี่คงเป็นหนังอีกเรื่องที่มีใน iTunes Store เมื่อไหร่
จะยอมเสียเงินซื้อเก็บไว้ดูแน่นอน 🙂

คำโปรยของหนังกล่าวไว้ว่า

“The Space Between Us จะเป็นภาพยนตร์โรแมนติกไซไฟไอเดียใหม่ สุดโดนใจแห่งปีอย่างแน่นอน”

ถ้าอยากรู้ว่าโดนใจจริงไหม ต้องไปดูค่ะ 😉

ทิ้งท้ายไว้ด้วยตัวอย่างภาพยนต์เรื่องนี้ค่ะ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก : http://www.imdb.com, http://www.majorcineplex.com

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

Written by Lumi

Mod-A :เภสัชกรสาวผู้สนใจด้านงานเขียน สุขภาพและเทคโนโลยี ได้แรงบันดาลใจที่ดีในการใช้ชีวิตจาก Steve Jobs