ใน

บทวิจารณ์ Toy Story 5 : แท็บเล็ตอันตราย แต่อาจไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป

สุดยอดแฟรนไชน์ภาคใหม่จาก Pixar, Toy Story 5 กับการเผชิญหน้ากับเทคโนโลยีที่อาจไม่ได้เป็นตัวร้ายอย่างที่คิด

บทวิจารณ์ Toy Story 5 : แท็บเล็ตอันตราย แต่อาจไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป

หลังจากผ่านมาแล้วถึง 5 ภาค ในที่สุดเทคเทคโนโลยีดิจิทัล ก็ได้เข้ามาในโลกแห่งผ้าและพลาสติกของ Toy Story แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ถูกกำกับด้วย Andrew Stanton และ McKenna Grace ที่พวกเขาไม่ค่อยจะเดินตามพล็อตสำเร็จรูปที่มักจะนำเสนอว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เลวร้ายโดยปกติ แต่กลับนำเสนอว่ามันคือพลังที่เข้ามาพลิกโฉม ซึ่งอาจเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใช้งานมันอย่างไร ภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่จำเป็นใส่ใจ และดูแลเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้พวกเขา จัดการกับอุปกรณ์แกดเจ็ต โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการเวลาใช้หน้าจอ หรือการรับมือกับการกลั่นแกล้ง (Bullying)

คำเตือน : มีการสปอยล์เนื้อหาจาก Toy Story 5 เล็กน้อย

Toy Story 5 เหล่าผ่าน “บอนนี่” เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังประสบปัญหาในการหาเพื่อน เธอได้รับ ดดี้ บัซ และของเล่นชิ้นอื่นๆ ของแอนดี้จากภาพยนตร์ 3 ภาคแรกมาเป็นของขวัญ เธอเป็นเด็กคนเดียวในละแวกบ้านที่ไม่ได้ใช้แท็บเล็ตยี่ห้อ Lilypad แต่กลับกัน เธอเลือกที่จะเล่นกับตุ๊กตาแบบดั้งเดิม เล่นกับจินตนาการ แม่ของเธอจึงตัดสินใจอย่างเสียไม่ได้ที่จะซื้อแท็บเล็ต Lilypad ให้กับเธอ เพื่อที่จะเข้ากับเด็กคนอื่น ๆ ได้

Lilypad ทำตัวเหมือนที่ปรึกษาบริษัท McKinsey (ที่ Hardawar ผู้เขียนจาก Engadget กล่าวถึง เขาอ้างอิงถึงบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการธุรกิจระดับโลก) ที่บุกเข้าไปจัดแจงในธุรกิจเล็ก ๆ ในท้องถิ่น เจ้าแท็บเล็ต Lilypad ตัดสินใจเอาเองว่ามันรู้วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้บอนนี่หาเพื่อนได้ ตัวแท็บเล็ตจัดการส่งคำขอเป็นเพื่อนไปยังเด็กผู้หญิงหลายคนที่บอนนี่รู้จัก และราวกับปาฏิหาริย์

เธอได้รับคำเชิญให้ไปงานปาร์ตี้ค้างคืน (Sleepover) แต่แทนที่พวกเด็กๆ จะเล่นด้วยกัน ทุกคนกลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจดจ่ออยู่กับแท็บเล็ต Lilypad ของตัวเองอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ไม่แม้แต่จะพูดคุยกัน และเด็กผู้หญิงกลุ่มเดียวกันนี้ก็เริ่มกลั่นแกล้งบอนนี่ที่ยังคงเล่นของเล่นแบบเก่า ทำให้พ่อแม่ของบอนนี่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด โดยการปิดกั้นการเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กบนเครื่อง Lilypad

อาจจะดูเรื่องมาก ที่พ่อแม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับเด็กวัยแค่ 8 ขวบ แต่แพลตฟอร์มอย่าง Zigazoo และ JusTalk Kids ก็มีอยู่จริง โดยเป็นแพลตฟอร์มที่ทำการตลาดในฐานะพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ได้พูดคุยกับเพื่อนสนิทและสมาชิกในครอบครัว แต่ก็ยังคงมีช่องโหว่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมที่เลวร้ายได้ เด็กก็คือเด็ก และหลายๆ คนก็ไม่ได้เป็นเด็กดีสักเท่าไหร่

ในขณะที่ Lilypad ทำพลากในการให้บอนนี่เชื่อมต่อกันเพื่อน ๆ แต่ของเล่นรุ่นเก่าอย่าง คาวเกิร์ลเจสซี่ ก็ได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้เหมาะกับวิธีเล่นของเด็กๆ ในยุคปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว เมื่อเจสซี่พยายามแอบเข้าไปในงานปาร์ตี้ค้างคืนของบอนนี่ แต่กลับการเป็นสร้างความอับอายให้บอนนี่แทน

งานวิจัยได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความกังวล และการเล่นตามจินตนาการในเด็ก และเหล่านักแสดงหลักของ Toy Story ก็สื่อสารออกมาได้อย่างดี แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับทำให้ Hardawar และรวมถึงดิฉันด้วย ที่ให้ Lilly Pad และอุปกรณ์ใหม่ ๆ มีพื้นที่ในการทำประโยชน์ให้กับบอนนี่ แอปกระดานสนทนาบน Lilypad ช่วยให้บอนนี่ได้รู้จักกับ Blaze เด็กผู้หญิงอีกคนที่ยังคงเล่นของเล่นในแบบเก่า ซึ่งหากไม่มี Lilypad พวกเธอคงไม่มีทางได้พบกันแน่นอน

มันอาจจะดูสูตรสำเร็จไปหน่อย แต่มันก็ลงตัวกับบริบทของภาพยนตร์ และก็เป็นความจริงที่พ่อแม่ในปัจจุบันต้องเผชิญ แม้จะมีอันตรายแฝงอยู่ แต่บางครั้งการให้เด็กๆ ได้ดูทีวีระหว่างเดินทางก็เป็นประโยชน์ มีเกมการศึกษามากมายบน iPadOS และ Android และทั้งสองแพลตฟอร์มก็ยังมีแอปวิดีโอคอลมากมายเพื่อใช้ติดต่อกับเพื่อนๆ และญาติพี่น้อง สิ่งที่สำคัญ ก็คือความพอดีและการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่

Toy Story 5 อาจจะสะท้อนประเด็นได้ลึกซึ้งกว่านี้ หากให้พื้นที่ในการนำเสนอใหม่ ๆ Lily Pad เองมี App ไม่กี่แอป แต่ในชีวิตจริง เด็กสามารถเข้าถึงเกมอย่าง minecraft ได้ ซึ่งเป็นเกมที่ดึงดูดเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะมันใกล้เคียงกับการจำลองการใช้ชีวิต นอกจากนี้มันยังมีความซับซ้อนมากพอที่จะเติบโตไปพร้อมกับเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ มากยิ่งกว่าของเล่นอย่างวู้ดดี้และบัซ ไลท์เยียร์เสียอีก

เมื่อเทคโนโลยีอย่างแท็บเล็ต ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในโลกของToy Story แล้ว ก็ยังไม่แน่ชัดว่าแฟรนไชส์นี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร คิดว่า Pixar คงรีดไอเดียสำหรับเรื่องนี้ไปจนไม่น่าเหลือแล้ว

เราได้สำรวจชีวิตเบื้องลึกของเหล่าของเล่น ได้เห็นพวกเขาสะท้อนคิดถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ และพวกเขายังเคยเผชิญหน้ากับความตายมาแล้วโดยตรง (Toy Story 3 น่าจะสร้างบาดแผลในใจให้กับคนทั้งเจเนอเรชันไปแล้ว) Toy Story 5 อาจไม่ได้เป็นภาคที่จำเป็นต้องมีเหมือนกับไตรภาคแรก แต่อย่างน้อยมันก็พอเป็นเครื่องเตือนใจพ่อแม่ว่า พวกเขาไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้เมื่อเป็นเรื่องของเทคโนโลยี

ที่มา: Engadget

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Krongkwun Rithiwong

Love exploring new technology. Decoding the future, one gadget at a time.