รีวิวของ Google Home Speaker ลำโพงอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มาพร้อม Gemini AI และเสียง 360 องศาในราคา 99 ดอลลาร์
Google Home Speaker ลำโพงอัจฉริยะรุ่นใหม่ ต้อนรับยุคของ Gemini
กว่าเก้าเดือนแล้วนับตั้งแต่ Google เปิดตัวลำโพงอัจฉริยะรุ่นล่าสุดในชื่อ Google Home Speaker ถึงวันที่ออกจำหน่าย นั้นทำให้ทางคุณ Ingraham จาก Engadget และคนหลายคนก็อาจจะสงสัย ถึงเหตุผลที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้น กว่าที่เจ้าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกสู่ตลาด
เพราะเมื่อดูภายนอกแล้ว ลำโพงตัวนี้ ก็ไม่ได้ดูมีอะไรใหม่ ที่จะพลิกวงการได้เลย ถ้าจะบอกว่ารูปร่างแอบคล้าย HomePod mini ของ Apple ก็ไม่ผิดนัก โดยมาในราคา 99 ดอลลาร์ (3,300 บาท) ที่มีลำโพง 360 องศา และไมโครโฟนสำหรับคุยกับผู้ช่วยส่วนตัว Gemini For Home
สิ่งนี้มันสามารถนิยามได้ว่าเป็นอัปเดต ปรับปรุงฮาร์ดแวร์แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ถ้ามองอีกมุมนึง Google ใช้เวลาเกือบ 6 ปี ตั้งแต่ตอนปล่อย Nest Audio และ 7 ปี สำหรับ Nest Home Mini ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ Google ควรจะอัปเดตฮาร์ดแวร์ได้เสียที เพื่อให้คำว่า “อัจฉริยะ” ของลำโพงยังคงทันสมัยอยู่ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ Gemini for Home จะเป็นผู้ช่วยที่ดีพอสำหรับจัดการบ้านอัจฉริยะของคุณหรือไม่?
จากในบทความก่อนที่ผู้เขียนได้เขียนถึงการที่ Google ยุติการผลิต Nest Home Mini และ Nest Audio และนำ Google Home Speaker เข้ามาทำการตลาดแทน ซึ่งนั้นจะหมายความว่า ราคารุ่นเริ่มต้นของลำโพงอัจฉริยะของ Google จากตัวที่ต่ำสุดคือ Nest Mini เริ่มต้นที่ 49 ดอลลาร์ จะกลายมาเป็นเริ่มต้นที่ 99 ดอลลาร์
ซึ่งน่าเสียดายเล็กน้อย แต่หากเทียบกับสิ่งที่ Google อัปเกรดใหญ่มาให้และยิ่งถ้าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องของเสียง ที่เจ้าลำโพงตัวใหญ่นี้ กว้างและสูงกว่า Nest Mini อย่างเห็นได้ชัด และมาใน 4 สี ได้แก่ สีมาตรฐานอย่าง ขาวออฟไวท์ (Off-white) และ เทาเข้ม (Dark grey) รวมถึง สีแดงอมชมพูเบอร์รี (Berry) และ สีเขียวเสจ (Sage)
ด้วยพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นทำให้สามารถใส่ไดรเวอร์ขนาด 58 มม. ได้ ( Nest Mini ใช้ขนาด 40 มม.) โดย Google ระบุว่า ให้เสียงเบสที่หนักแน่นกว่าเดิมถึง 2.5 เท่า แม้ว่าทางคุณ Ingraham จะไม่ได้มี Nest Mini มาเทียบโดยตรงแต่โดยรวมให้เสียงที่ดีกว่ามาก เนื่องจากในรุ่น Nest Mini เสียงเหมาะกับการเปิดแจ้งเตือน หรือฟังผ่าน ๆ

ที่มา: Engadget
แต่เมื่อเทียบกับ Nest Audio รุ่นเดิม มันเหมือนกันการถอยหลังไป 1 ก้าว เพราะสำหรับ Nest Audio ที่มีทั้งทวีตเตอร์เฉพาะและวูฟเฟอร์ขนาด 75 มม. และอาจจะไม่ได้เสียงดีที่สุดในตลาด แต่ด้วยราคานี้ (99 ดอลลาร์) ถือว่าทำผลงานได้ค่อนข้างดี อารมณ์เดียวกับ Google Home Speaker เลย
แม้ว่าชุดลำโพงภายในอาจจะไม่ได้แน่นเท่า แต่ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในห้องขนาดเล็กถึงกลาง แม่จะไม่สามารถสู้กับลำโพงขนาดใหญ่ (และแพงกว่า) อย่าง Sonos Era 100 ได้ แต่มันดังกว่า HomePod mini มาก และมีเสียงเบสที่ทรงพลังกว่า โดยมีคุณภาพสูสีกับ Echo Dot Max ของ Amazon
แน่นอนว่า Google Home Speaker ไม่ได้ทำได้แค่ฟังเพลง แต่ยังมีไมโครโฟนรับเสียงระยะไกล (Far-field) ไว้ให้สามารถคุยกับ Gemini ได้ จากระยะไกล และมีจุดเด่นอยู่ที่วงแหวนไฟด้านล่างที่จะเปลี่ยนสีเมื่อมีการโต้ตอบ ก็ดูสวยงามและมองเห็นได้ชัดเจน กว่าแบบไฟด้านบน
ลำโพงยังมีระบบควบคุมแบบสัมผัสที่คุ้นเคยด้านบน โดยการแตะที่ด้านซ้ายหรือขวาจะเป็นการปรับระดับเสียง ส่วนการแตะตรงกลางจะเป็นการหยุดชั่วคราวหรือเล่นสื่อต่อ และตัวไมโครโฟนเอง ก็ทำได้ดีในเรื่องของการรับเสียง แม้ว่าจะอยู่อีกห้อง, กำลังเปิดเพลง หรือเสียงคนคุยแทรก ก็สามารถรับเสียงได้ปกติ
แม้ว่าตัวฮาร์ดแวร์จะเป็นการอัปเดตที่เรียบง่าย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ด้วยเพราะลำโพงรุ่นก่อนหน้าของ Google ถูกออกแบบมาสำหรับ Google Assistant แต่รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ตั้งใจให้ทำงานร่วมกับผู้ช่วยเสียงตัวใหม่อย่าง Gemini for Home อย่างเต็มรูปแบบ
โดย Google ได้ฝังฟีเจอร์ AI ของ Gemini ไว้ โดยได้เสนอตัวเลือกการสมัครสมาชิก 2 แบบสำหรับการจัดการบ้านของคุณ ได้แก่ แผน Standard ราคา 10 ดอลลาร์/เดือน (หรือ 100 ดอลลาร์/ปี) และแผน Advanced ราคา 20 ดอลลาร์/เดือน (หรือ 200 ดอลลาร์/ปี)
- แผน Standard: ให้ประวัติวิดีโอแบบ “บันทึกตามเหตุการณ์ (Event-based)” จากกล้องหรือกริ่งประตูบ้านย้อนหลัง 30 วัน, การใช้งาน Gemini Live เพื่อการสนทนาโต้ตอบกับผู้ช่วยเสมือนได้ลื่นไหลขึ้น, การแจ้งเตือนต่างๆ เช่น ใบหน้าที่คุ้นเคยในกล้อง แจ้งเตือนประตูโรงรถ แจ้งเตือนพัสดุ และการแจ้งเตือนจากเครื่องตรวจจับควันหรือ CO2
- แผน Advanced (Premium): เพิ่มประวัติวิดีโอแบบบันทึกตามเหตุการณ์เป็น 2 เท่า (ย้อนหลัง 60 วัน) และเพิ่มประวัติการบันทึกวิดีโอแบบตลอด 24 ชั่วโมง ย้อนหลัง 10 วันสำหรับกล้องและกริ่งประตูแบบมีสาย นอกจากนี้ยังรวมถึงการค้นหาประวัติวิดีโอ การแจ้งเตือนพร้อมคำอธิบายเหตุการณ์ที่ละเอียดยิ่งขึ้น และสรุปเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในแต่ละวัน
ถ้าหากไม่ได้ลงทุนกับระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวิดีโออย่างจริงจัง แบบ Standard ก็เพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ Google Home Speaker ยังมาพร้อมสิทธิ์ทดลองใช้ฟรี 6 เดือน
และหากไม่อยากจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน ก็ยังคงสามารถเข้าถึง Gemini for Home เพื่อสั่งงานด้วยเสียงพื้นฐานได้ เช่น เปิดเพลง ตั้งเวลา และควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมต่าง ๆ แต่ก็ต้องเสียค่าสมาชิกหากต้องการประสบการณ์สนทนาโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เวลาที่คุณอยากจะถามลำโพงด้วยคำถามลอย ๆ เวลาที่จู่ ๆ ก็คิดได้ขึ้นมา
หลายคนเจอปัญหามากมายในการเปลี่ยนผ่านจาก Google Assistant มาเป็น Gemini โดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมสมาร์ทโฮม (Smart home automation) โดยอย่างใน Reddit ห้อง Google Home เต็มไปด้วยเสียงบ่นตั้งแต่การทำงานที่ไม่เสถียร ไปจนถึงฟีเจอร์ที่ถูกล็อกเอาไว้ให้ต้องจ่ายเงินเสียก่อน
คุณ Ingraham ได้ลองใช้มาประมาณไม่ถึง 1 สัปดาห์ โดยที่บ้านไม่ได้เป็นสมาร์ทโฮมเต็มตัว จึงไม่สามารถบอกได้ว่าดีแค่ไหนสำหรับคนที่มีระบบซับซ้อน แต่สามารถใช้ Google Home Speaker และ Gemini สั่งงานลำโพงสองสามตัวที่เชื่อมกับแอป Google Home รวมถึงหุ่นยนต์ดูดฝุ่น RoboRock และทีวีระบบ Android ได้สบาย ๆ
คุณ Ingraham คุยกับ Gemini Live เกี่ยวกับตารางการแข่งขันฟุตบอลโลก และสภาพอากาศในเมืองต่างๆ ที่มีการแข่งขัน Gemini สามารถตามคำถามได้ทันว่าใครเตะวันนี้ ใครเตะพรุ่งนี้ ผลงานของแต่ละทีมในนัดก่อนเป็นอย่างไร พยากรณ์อากาศช่วงแข่งขันเป็นยังไง ฯลฯ
สามารถใช้เสียงเพื่อตั้งค่า Routine ให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำงานและเปิดเพลย์ลิสต์ YouTube Music เฉพาะเจาะจงในทุกเช้าได้ด้วย แม้ว่าอาจต้องเข้าไปแก้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแอป Google Home ที่ระบบเข้าใจผิดไปบ้างก็ตาม
น่าเสียดายที่ Google ล็อกฟีเจอร์บางอย่างไว้ในระบบสมาชิก ก่อนหน้านี้บริษัทก็มีบริการสมัครสมาชิก Nest Aware ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระดับคล้ายกับแผน Google Home ใหม่นี้ แต่การเอาฟีเจอร์อย่าง Gemini Live และความสามารถในการสร้าง Routine แค่เพียงบอกให้ลำโพงทำตาม ไปผูกติดกับการจ่ายเงิน ถือเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน
สรุปแล้ว หากความต้องการในการทำสมาร์ทโฮมอยู่ในระดับเริ่มต้น และไม่เคยจริงจังกับการใช้ผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียงเพื่อควบคุมบ้าน การเริ่มต้นด้วย Google Home Speaker ถือเป็นจุดสตาร์ทที่ดี ด้วยราคาเข้าถึงได้ ดีไซน์สวยงาม และให้เสียงที่ค่อนข้างดีสำหรับการเปิดเพลงฟังเพลินๆ ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ความต้องการหลักๆ ของคนส่วนใหญ่ได้ครบถ้วน และความสามารถในการรองรับ Thread ของตัวลำโพงก็ทำให้มันเป็นการอัปเกรดที่คุ้มค่ากว่าลำโพงอย่าง Nest Audio หากอุปกรณ์สมาร์ทโฮมในบ้านของคุณสามารถใช้งานร่วมกันได้
แต่หากมีลำโพง Google หรือ Nest อยู่แล้ว และยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับการทำงานของแอป Google Home หรือ Gemini ลำโพงตัวใหม่นี้ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นให้หายไป หวังว่า Google จะพัฒนาประสิทธิภาพฝั่งซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะในส่วนของฮาร์ดแวร์อย่าง Google Home Speaker ถือว่าทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ที่มา: Engadget
