งานวิจัยสหรัฐฯ ชี้ AI Chatbot สามารถเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองได้มากกว่าการหาเสียงแบบเดิม โดยที่ AI โน้มน้าวได้ด้วยข้อเท็จจริง
ผลวิจัยชี้ AI โน้มน้าวความคิดผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐฯ ได้ “ด้วยข้อเท็จจริง”
มีรายงานงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ได้ศึกษาผลกระทบของ AI กับทัศนคติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่า AI มีอิทธิพลสูงกว่าเครื่องมือหาเสียงแบบดั้งเดิม เช่น โฆษณา และใบปลิว, โดย AI มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการหาเสียงแบบมืออาชีพ ซึ่งนักวิจัยบางรายมองว่ามีสัญญาณเชิงบวก จากผลกระทบของ AI
David Rand จาก MIT และทีมงาน เผยผลการวิจัยว่า AI สามารถโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ อย่างเช่นทัศนคติต่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
AI โน้มน้าวได้แม้กระทั่งทัศนคติต่อผู้ลงสมัคร
“แม้แต่ทัศนคติเกี่ยวกับผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งปกติถือว่าเปลี่ยนได้ยากมาก การสนทนากับโมเดล AI กลับส่งผลได้มากกว่าที่เคยพบจากงานวิจัยก่อนหน้า” Rand กล่าว
ในการทดลองเลือกตั้งสหรัฐฯ ทีมวิจัยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2,400 คนระบุว่า “ประเด็นนโยบายใดสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา” หรือคุณสมบัติของผู้สมัครแบบใดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด จากนั้นให้ให้แต่ละคนให้คะแนนความชอบผู้สมัครสองคน ได้แก่ Donald Trump และ Kamala Harris บนสเกล 100 คะแนน พร้อมอธิบายเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
ทีมวิจัยป้อนคำตอบเหล่านี้เข้า AI Chatbot เช่น ChatGPT โดยตั้งให้ AI Chatbot พยายามชักจูงให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มการสนับสนุนต่อผู้สมัครที่พวกเขาเลือกอยู่แล้ว หรือโน้มน้าวให้หันไปสนับสนุนผู้สมัครอีกฝ่าย การสนทนานี้ใช้เวลาราว 6 นาที แบ่งเป็นคำถามและคำตอบรวม 3 รอบ
เมื่อประเมินหลังการพูดคุย และติดตามผลอีกครั้งในเดือนถัดมา พบว่า ผู้ร่วมทดลองเปลี่ยนคะแนนความชอบต่อผู้สมัครโดยเฉลี่ย 2.9 คะแนน
ทีมวิจัยยังศึกษาว่า AI สามารถโน้มน้าวความคิดเห็นด้านนโยบายได้หรือไม่ ผลปรากฏว่า AI Chatbot สามารถเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับนโยบายการทำให้สารหลอนประสาทถูกกฎหมาย ได้เฉลี่ยถึง 10 คะแนน ขณะที่โฆษณาวิดีโอทำได้เพียง 4.5 คะแนน และโฆษณาแบบข้อความทำได้เพียง 2.25 คะแนน
AI โน้มน้าวสำเร็จได้ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริง
Sacha Altay จากมหาวิทยาลัย Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า “ขนาดของผลกระทบเหล่านี้ถือว่าน่าประหลาดใจ เทียบกับการหาเสียงแบบดั้งเดิมหรือการโน้มน้าวทั่วไป ผลลัพธ์ที่รายงานออกมามีขนาดใกล้เคียงกับเมื่อผู้เชี่ยวชาญสนทนากับประชาชนเป็นรายบุคคล”
อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์เชิงบวกอย่างหนึ่งคือ การโน้มน้าวของ AI ส่วนใหญ่ เกิดจากการใช้เหตุผลที่ยึดข้อเท็จจริง มากกว่าการปรับเนื้อหาโดยเฉพาะให้สอดคล้องกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ซึ่งอาจถูกฝ่ายการเมืองนำไปใช้โดยไม่รู้ตัว
จากการศึกษาที่แยกต่างหาก ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเกือบ 77,000 คนในสหราชอาณาจักร ทดลองโมเดลภาษาขนาดใหญ่ 19 แบบในประเด็นทางการเมือง 707 ประเด็น, Rand และทีมงานพบว่า AI มีอิทธิพลมากที่สุดเมื่อใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงในการโน้มน้าว และมีผลน้อยลงเมื่อพยายามปรับเนื้อหาสำหรับแต่ละบุคคล
“สิ่งที่ทำให้ผู้คนเปลี่ยนความเห็นได้จริงๆ คือการให้เหตุผลที่หนักแน่น” Rand กล่าว
“นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาธิปไตย” Altay เสริม “หมายความว่าผู้คนยังสามารถเปลี่ยนใจด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล มากกว่าการถูกปรับเป้าหมายหรือชักจูงด้วยวิธีการแทรกแซง”
เป็นแค่การทดลอง ปัจจัยอื่น ๆ ยังมีมาก
อย่างไรก็ตาม Claes de Vreese จากมหาวิทยาลัย Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ เตือนว่ายังต้องมีการศึกษาทวนซ้ำเพื่อยืนยันผล และถึงแม้ผลจะยืนยันได้ การตั้งการทดลองให้ผู้เข้าร่วมพูดคุยนานกับ AI Chatbot ก็อาจไม่สะท้อนการใช้งานจริงของประชาชนในชีวิตประจำวัน
“ถ้าคุณให้คนเข้าสู่สภาพแวดล้อมการทดลอง แล้วขอให้พวกเขาใช้สมาธิสนทนาเรื่องการเมืองอย่างจริงจัง มันย่อมไม่เหมือนกับวิธีที่เราส่วนใหญ่มีปฏิสัมพันธ์กับการเมือง ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือเพียงแค่รับรู้ผ่านการสื่อสารทั่วไป” เขากล่าว
แม้ผลการทดลองอาจไม่เหมือนกับพฤติกรรมจริงในการใช้ AI แต่ก็เริ่มมีหลักฐานมากขึ้นว่า ผู้คนหันมาใช้ Chatbot เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
De Vreese อ้างผลสำรวจล่าสุดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวดัตช์กว่า 1,000 คน ในการเลือกตั้งระดับประเทศปี 2025 พบว่าประมาณ 1 ใน 10 จะปรึกษา AI เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือประเด็นนโยบายในการเลือกตั้ง
“ตัวเลขนี้ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะในช่วงที่ผลเลือกตั้งเริ่มสูสีกันมากขึ้น” De Vreese กล่าว
De Vreese ยังกล่าวเสริมว่า แม้ผู้คนจะไม่ได้พูดคุยกับ Chatbot เป็นเวลานาน การที่ AI ถูกนำมาใช้ในการเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่นักการเมืองใช้เพื่อขอคำแนะนำด้านนโยบาย ไปจนถึงการใช้ AI เขียนโฆษณาหาเสียง
“เราต้องยอมรับความจริงว่า ทั้งในฐานะนักวิจัยและในฐานะสังคม มันชัดเจนแล้วว่า AI สร้างเนื้อหาได้ กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของกระบวนการเลือกตั้งไปเรียบร้อยแล้ว” De Vreese กล่าว
ที่มา: newscientist
