DeepSeek มาแรงในบริษัทสหรัฐฯ เพราะราคาถูกกว่า OpenAI และ Anthropic อย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อมูลความลับองค์กรอาจรั่วไหลถึงรัฐบาลจีนโดยตรง
DeepSeek มาแรงในบริษัทสหรัฐฯ ในฐานะทางเลือก AI ต้นทุนต่ำ
DeepSeek แชทบอท AI จากประเทศจีนที่ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งของ ChatGPT และ Claude เปิดตัวเมื่อเดือน ม.ค. 2025 ที่ผ่านมา สร้างกระแสฮือฮาอย่างมากใน Silicon Valley จนถูกขนานนามว่าเป็น “AI Red Scare” หรือ ความหวาดกลัว AI จีน อย่างไรก็ตาม ทั้งกระแส และความกลัวได้ลดลงเมื่อผู้ใช้เริ่มพบว่า รัฐบาลจีนมีการเซ็นเซอร์เนื้อหา (Content Censorship) ในบางคำถามอย่างหนัก

การเติบโตของ DeepSeek ในกลุ่มบริษัทสหรัฐฯ
รายงานจาก Ramp บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงิน ระบุว่า DeepSeek ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในกลุ่มผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบ SaaS ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับขนาดในกลุ่มลูกค้าของ Ramp เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
จากข้อมูลของ Ramp พบว่า DeepSeek เคยมีอัตราการใช้งานในภาคธุรกิจ (Business Adoption) อยู่ที่ 0.3% ในเดือน ม.ค. ก่อนจะลดลงเหลือ 0.1% แต่กลับมาเติบโตเร็วที่สุดอีกครั้งในเดือนที่ผ่านมา
Ara Kharazian นักเศรษฐศาสตร์ของ Ramp ซึ่งติดตามข้อมูลนี้เป็นอาชีพ กล่าวว่าเขาไม่เคยคาดคิดว่าบริษัทอเมริกันจะหันมาใช้ DeepSeek เลย
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และข้อมูล
สิ่งที่น่ากังวลคือ บริษัทเหล่านี้ไม่ได้รันโมเดลแบบเปิด (Open-Weight Models) บนฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ซึ่งในกรณีนั้นข้อมูลจะไม่มีทางออกนอกองค์กร แต่จากข้อมูลของ Ramp บริษัทเหล่านี้กำลังจ่ายเงินให้ DeepSeek โดยตรง และส่งข้อมูลทั้งหมดผ่านเซิร์ฟเวอร์ของ DeepSeek
ทุกสิ่งที่พิมพ์ลงในโมเดลที่โฮสต์บนคลาวด์จะถูกส่งผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นคำถาม เอกสาร ซอร์สโค้ด หรือ แม้แต่ข้อมูลลูกค้าที่ใส่เข้าไปเพื่อสรุปความ OpenAI และ Anthropic ดำเนินการบนโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐฯ (US Infrastructure) ภายใต้สัญญา และกฎหมายที่บริษัทสามารถบังคับใช้ได้ หรือ อย่างน้อยก็มีโอกาสทำได้มากกว่า
แต่ DeepSeek เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง โดยในเงื่อนไขการให้บริการ (Terms of Service) ของ DeepSeek เองระบุว่า “เพื่อให้บริการแก่คุณ เรารวบรวม ประมวลผล และจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของคุณในสาธารณรัฐประชาชนจีน” กฎหมายจีนบังคับให้บริษัทต้องให้ความร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองของรัฐ โดยไม่ต้องมีหมายศาล หรือ กระบวนการศาลเหมือนในสหรัฐฯ
ดังนั้นข้อมูลใด ๆ ที่บริษัทอเมริกันส่งผ่าน DeepSeek ควรถือว่าสามารถเข้าถึงได้โดยรัฐบาลต่างประเทศ และคงไม่มีทางที่บริษัทจะยื่นอุทธรณ์ใด ๆ ได้

ต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่แค่ราคา
แน่นอนว่า DeepSeek อาจมีต้นทุนต่อโทเค็น (Per-Token Rate) ที่ถูกกว่า แต่สิ่งที่พนักงานป้อนเข้าไปต่างหากคือต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งจีนน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี
Ramp ไม่ได้ระบุว่าบริษัทขนาดไหนที่หันมาใช้ DeepSeek หรือ รายชื่อบริษัทที่แน่ชัด โดยแพลตฟอร์มของ Ramp มีลูกค้าตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก 1 คน ไปจนถึงบริษัทใน Fortune 100 ผู้เขียนคาดว่าบริษัทที่ใช้ DeepSeek น่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กมากกว่า
นี่เป็นรายงานชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่า DeepSeek กำลังได้รับความนิยมในหมู่บริษัทสหรัฐฯ ในฐานะทางเลือกที่ถูกกว่าเจ้าตลาดอย่าง OpenAI และ Anthropic และจะต้องจับตาดูเรื่องนี้ต่อไป
ที่มา: 9to5Mac
