in

11 สิ่งที่ทำให้ AirPods (รุ่นที่ 3) น่าซื้อ กับข้อมูลที่ควรทราบ

เปิดตัวเปิดขายมาสักระยะแล้วสำหรับ AirPods (รุ่นที่ 3) ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ใหม่ และฟีเจอร์ใหม่มากมาย มาชมเหตุผลกันว่าทำไม AirPods (รุ่นที่ 3) จึงเป็นหูฟังอีกรุ่นที่น่าซื้อ

11 สิ่งที่ทำให้ AirPods (รุ่นที่ 3) น่าซื้อ

1. ดีไซน์ใหม่ ก้านสั้น เคสชาร์จเล็กพกพาสะดวก

AirPods (รุ่นที่ 3) เป็นหูฟังที่มีขนาดสั้นที่สุดในบรรดา AirPods ของ Apple โดยมีความสูง 30.79 มม. สั้นกว่า AirPods Pro ที่มีความสูง 30.9 มม. ส่วน AirPods (รุ่นที่ 2) มีความสูง 40.5 มม.


ซ้าย : AirPods (รุ่นที่ 2) | กลาง : AirPods (รุ่นที่ 3) | ขวา : AirPods Pro

กล่องเคสชาร์จของ AirPods (รุ่นที่ 3) มีขนาดเล็ก  สูง 46.40 มม. x กว้าง 54.40 มม. และถึงแม้จะมี MagSafe เคสชาร์จของ AirPods (รุ่นที่ 3) ก็น้ำหนักเพียง 37.91 กรัมเท่านั้น เป็นเคสชาร์จที่เบาที่สุดในบรรดา AirPods ทั้งหมด

2. เคสชาร์จรองรับ MagSafe

AirPods (รุ่นที่ 3) มาพร้อมเคสชาร์จที่รองรับการชาร์จผ่านสาย Lightning และชาร์จไร้สายแบบ MagSafe เหมือน iPhone 13

ประโยชน์ของเคสชาร์จแบบ MagSafe ของ AirPods (รุ่นที่ 3) คือ สามารถดูดติดกับที่ชาร์จไร้สายแบบ MagSafe ได้อย่างแน่นหนา ไม่หลุดง่าย

แต่ถ้าเอาไปวางชาร์จบนที่ชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi ก็ชาร์จได้เหมือนกัน แต่จะไม่ดูดติดเหมือน MagSafe ถ้าวางไม่ตรงก็จะไม่ชาร์จ

3. ถูกใจคนชอบหูฟังแบบ Ear-Buds

มาพูดถึงดีไซน์ของตัวหูฟัง AirPods (รุ่นที่ 3) กันบ้าง โดยตัวหูฟังใช้ดีไซน์แบบ Ear-Buds คือ ไม่มีจุกหูฟัง สามารถสวมใส่ใบหูได้เลย

ใส่สบาย ฟังนาน ๆ ก็ไม่ปวดหู ประกอบกับดีไซน์ที่มีก้านสั้นก็แนบเข้ากับใบหูได้อย่างพอดี ใส่แล้วไม่หลุดง่าย

AirPods (รุ่นที่ 3) ใช้การบีบที่ตัวก้านเพื่อสั่งการเหมือน AirPods Pro

4. ชิป H1 เชื่อมต่อเร็วทันใจ

AirPods (รุ่นที่ 3) มาพร้อมชิป H1 แบบเดียวกับ AirPods (รุ่นที่ 2) และ AirPods Pro ทำให้มีฟีเจอร์พื้นฐาน อย่าง

  • เปิดฝาเคสชาร์จแล้วเชื่อมต่อทันที
  • สลับการเชื่อมต่อไปใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
  • รองรับการแชร์เสียงกับผู้อื่น (ฟังเพลงจากเครื่องเดียวกันแต่หูฟังคนละตัว)
  • เรียกใช้งาน Siri ด้วยคำสั่ง “หวัดดี Siri”
  • อื่น ๆ อีกมากมาย

5. เสียงดี เบสแน่น ๆ

AirPods (รุ่นที่ 3) ไดรเวอร์แบบเฉพาะและตัวขยายสัญญาณที่มีช่วงไดนามิกสูง ขับเสียงใสได้ชัดและขับเสียงเบสได้หนักแน่นทรงพลัง หลังที่ได้ลองใช้งานมาแล้วผู้เขียนพบว่า เสียงเบสจะหนักแน่น โดดเด่นกว่า AirPods (รุ่นที่ 2) อย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนั้น AirPods (รุ่นที่ 3) ยังมี EQ แบบปรับได้เอง โดยหลักการทำงาน คือ หูฟังจะปรับเสียงให้เข้ากับหูเราแบบ Real-time โดยตัวไมโครโฟนที่หันเข้าด้านในจะตรวจสอบเสียงที่เราได้ยิน แล้วระบบ EQ แบบปรับได้เอง ก็จะปรับแต่งเสียงต่ำและกลาง เพื่อชดเชยรายละเอียดเสียงที่หายไป ตามระดับความกระชับของใบหูที่แตกต่างกัน

6. ไมค์ลดเสียงลม ปลายสายได้ยินชัด

AirPods (รุ่นที่ 3) ใช้ไมโครโฟนคู่แบบบีมฟอร์มมิ่งที่หันเข้าด้านใน ตัวไมโครโฟนหุ้มด้วยผ้าตาข่ายอะคูสติกช่วยลดเสียงรบกวนจากลม ทำให้เสียงผู้พูดระหว่างคุยโทรศัพท์, FaceTime ชัดเจนมาก

นอกจากนั้น AirPods (รุ่นที่ 3) ยังมาพร้อม AAC-ELD (ตัวแปลงสัญญาณเสียงพูด) ซึ่ง Apple เคลมว่า มอบคุณภาพเสียงระดับ Full HD เมื่อทำให้ได้ยินเสียงชัดเจนและเป็นธรรมชาติ

7. รองรับ Dolby Atmos, Spatial Audio พร้อมติดตามตำแหน่งศีรษะ

ถึงแม้ AirPods (รุ่นที่ 3) จะไม่รองรับตัดเสียงรบกวน ANC, ฟังเสียงจากภายนอก เหมือน AirPods Pro แต่ก็รองรับเสียง Dolby Atmos รอบด้าน และรองรับ Spatial Audio พร้อมติดตามตำแหน่งศีรษะ ด้วย ช่วยให้ผู้ฟังได้ประสบการณ์ฟังเสียงแบบหลายมิติ หมุนศีรษะไปทางไหน เสียงก็จะติดตามไปด้วย เมื่อใส่ฟังเพลงหรือชมภาพยนตร์ก็จะรู้สึกถึงความสมจริงของเสียงโอบล้อมรอบตัว

8. เซ็นเซอร์ผิวหนังใหม่

AirPods (รุ่นที่ 3) มาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับผิวหนังแบบใหม่ โดยตัวหูฟังจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างผิวของใบหูกับพื้นผิวอื่น ๆ ได้ เช่น หากเราใส่หูฟังที่หูเพลงก็จะเล่นปกติ แต่ถ้าหูฟังถูกถอดแล้วถูกเก็บอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ออกเพลงก็จะหยุดเล่นชั่วคราว ช่วยป้องกันการเล่นเพลงโดยไม่ตั้งใจหากเราไม่ได้สวมใส่หูฟังอยู่นั่นเอง

9. ทนนำ้ IPX4 ทั้งหูฟัง และเคสชาร์จ

AirPods (รุ่นที่ 3) มีมาตรฐานทนน้ำ IPX4 ทั้งหูฟัง และเคสชาร์จ กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถสวมหูฟัง AirPods (รุ่นที่ 3) ออกกำลังกายที่มีโอกาสถูกน้ำกระเด็นใส่ เช่น ทนเหงื่อจากการวิ่ง รวมถึงทนน้ำฝนกระเด็นใส่ขณะที่วิ่งแล้วฝนตกอยู่ได้ เป็นต้น

ตัวเคสชาร์จ AirPods (รุ่นที่ 3) ก็ทนนำ้ IPX4 เช่นกัน สามารถพกไปออกกำลังกายด้วยก็ได้ (ถ้าไม่กลัวเกะกะนะ😀)

10. แบตใช้ได้นาน

สำหรับเรื่องเวลาใช้งานนั้น Apple เคลมว่าตัวหูฟัง AirPods (รุ่นที่ 3)ใช้ฟังได้นาน 6 ชม. นานสุดเมื่อเทียบกับ AirPods (รุ่นที่ 2) และ AirPods Pro, ใช้สนทนาได้นาน 4 ชม. และหากใช้ร่วมกับเคสชาร์จจะใช้ได้นานถึง 30 ชม.

AirPods (รุ่นที่ 3) ยังรองรับ Fast Fuel คือ ชาร์จ 5 นาทีฟังได้นาน 1 ชม.

11. ราคา 6,790 บาท เข้าถึงได้ (ไม่ยาก)

AirPods (รุ่นที่ 3) ขายในราคา 6,790 บาท (ผ่อน 0% 10 เดือนก็เดือนละ 679 บาทเท่านั้นเอง) เป็นราคากลางระหว่าง AirPods (รุ่นที่ 2) ขายราคา 4,990 บาท และ AirPods Pro ขายราคา 8,992 บาท

AirPods (รุ่นที่ 3) เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหูฟัง AirPods ที่เน้นเรื่องเสียง เบสแน่น ๆ รองรับฟีเจอร์เสียงหลายมิติแต่เป็นแบบ Ear-Buds แต่ไม่ได้เป็น In-Ear แบบมีจุกหูฟังแบบ AirPods Pro และไม่ได้เน้นเรื่องการตัดเสียงรบกวนเป็นหลัก

เหมาะมากสำหรับคนใช้รุ่นที่ 2 ที่ต้องการอัปเกรดรุ่นใหม่ รวมถึงผู้ที่ต้องการเริ่มใช้ AirPods ที่พอมีงบ แต่งบไม่ถึง AirPods Pro

ℹ️ AirPods แต่ละรุ่น รุ่นไหนเหมาะกับใคร (อัปเดต 2021) : https://www.iphonemod.net/airpods-all-model-highlight-2021-update.html

เปรียบเทียบสเปก AirPods

ราคาและการจำหน่าย

AirPods (รุ่นที่ 3) ขายราคา 6,790 บาท สั่งซื้อได้ที่​ Apple Store Online, หน้าร้าน Apple Store และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

🛒 ลิงก์สั่งซื้อ AirPods (รุ่นที่ 3) ที่ Apple Store Online : https://www.apple.com/th/shop/product/MME73ZA/A

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Thitirath Kinaret

Mod-T : ป.ตรี วิศวกรรมซอฟต์แวร์ ป.โท บริหารธุรกิจ ม.พายัพ ชอบความสวยงามแบบเรียบง่าย ตามแบบฉบับของ Apple @Contact : facebook.com/tentzy