in , ,

รีวิว AirPods รุ่นที่ 3 รองรับ Spatial Audio แบตใช้ได้นานขึ้น ทนน้ำ IPX4

หูฟังไร้สาย AirPods รุ่นที่ 3 เป็นหูฟัง Ear Buds ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์เด่น รองรับ Spatial Audio ทนน้ำระดับ IPX4 คุณภาพเสียงดี หลังจากได้ทดลองใช้แล้ว จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปรับชมกันค่ะ!

รีวิว AirPods 3 รองรับ Spatial Audio แบตใช้ได้นานขึ้น ทนน้ำ IPX4

AirPods 2 เปิดตัวเมื่อปลายปี 2019 เป็นเวลากว่า 2 ปีที่ Apple ไม่ได้ปล่อยตัวอัปเดตใหม่ออกมา และตอนนี้ปี 2021 AirPods รุ่นที่ 3 ก็ได้เปิดตัวแล้ว ปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ และมาพร้อมกับฟีเจอร์เด่นอย่าง Spatial Audio หรือระบบเสียงตามตำแหน่ง ที่มีอยู่ใน AirPods Pro ที่จะเพิ่มประสบการณ์การรับชมมีเดียให้สนุกยิ่งขึ้น ในราคาที่จับต้องได้

ไฮไลท์ของ AirPods รุ่นที่ 3

  • ชิป H1
  • รองรับ Spatial Audio
  • รองรับการติดตามศีรษะแบบไดนามิก
  • Force Sensor ควบคุมด้วยเซ็นเซอร์แรงกด
  • มาพร้อมไดร์เวอร์ตัวใหม่ รองรับความถี่สูงขึ้น
  • EQ แบบปรับได้เอง
  • ทนเหงื่อและน้ำ (IPX4)
  • แบตใช้ได้ 6 ชม. / ใช้กับกล่องชาร์จใช้ได้ 30 ชม.
  • ชาร์จ 5 นาทีใช้ได้ 1 ชม.
  • เคสชาร์จรองรับ MagSafe (IPX4)

อุปกรณ์ภายในกล่อง

กล่องหูฟัง AirPods รุ่นที่ 3 มาในกล่องสีขาวสีเหลี่ยมจตุรัส พิมพ์นูนรูปตัวหูฟัง AirPods รุ่นที่ 3 และลดการใช้พลาสติก โดยจะเป็นการฉีกกระดาษที่ด้านหลังเพื่อเปิดบรรจุภัณฑ์ โดยในกล่องจะประกอบไปด้วย

  • AirPods รุ่นที่ 3
  • เคสชาร์จ MagSafe
  • สาย Lightning เป็น USB‑C
  • เอกสารคู่มือ

ดีไซน์และการออกแบบ

ตัวหูฟัง

  • หูฟัง AirPods รุ่นที่ 3 เป็นหูฟัง Ear Buds ไม่ตัดเสียงรบกวนเพราะไม่มีจุกยางแบบ AirPods Pro แต่จะมีลักษณะคล้ายกับตัว AirPods Pro และตัวก้านหูฟังจะสั้นกว่าเดิม แต่เดิม AirPods รุ่นที่ 2 จะควบคุมผ่านการสัมผัสที่ก้านหูฟัง ตอนนี้ AirPods รุ่นที่ 3 จะใช้การบีบที่ก้านหูฟังเพื่อสั่งการแทน

  • ไมโครโฟนที่ใส่อยู่ในตัวหูฟังแต่ละข้างมีผ้าตาข่ายอะคูสติกชนิดพิเศษคลุมไว้เพื่อช่วยลดเสียงรบกวนจากลมขณะคุยโทรศัพท์ ทำให้เสียงดังและฟังชัดอยู่เสมอ

เคสชาร์จ

  • เคสชาร์จจะมีลักษณะคล้ายกับเคสของ AirPods Pro แต่จะมีตัวเครื่องขนาดเล็กกว่า พอร์ตชาร์จช่องต่อ Lightning และยังรอบรับการชาร์จด้วย MagSafe และเครื่องชาร์จที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Qi

ฟีเจอร์เด่น

ชิป H1

ชิปประมวลผล 10 คอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะโดย Apple ที่จะทำให้หูฟัง AirPods ไม่เหมือนแบรนด์อื่น พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Apple อื่น ๆ ที่ทำให้การทำงานสะดวกขึ้น อย่างที่แบรนด์อื่นไม่สามารถทำได้ดีเท่านี้ ไม่ว่าจะเป็น

  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
  • สลับอุปกรณ์อัตโนมัติ เมื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ Apple ID เดียวกันไว้

  • รองรับการใช้งาน Siri
  • เชื่อมต่ออุปกรณ์ง่าย แค่เปิดเคส AirPods และแตะเพียงครั้งเดียว

  • Audio Sharing ฟังเพลงร่วมกับเพื่อนได้ด้วย Airplay วาง iPhone ของเราไว้ใกล้ๆกับเคส AirPods ของเพื่อน จะขึ้นให้เชื่อมต่อ เท่านี้เราก็ฟังเพลงเดียวกันไปพร้อมกับเพื่อนได้แล้ว

รองรับการค้นหา Find My

  • ตอนนี้เราสามารถค้นหา AirPods รุ่นที่ 3 ที่สูญหายได้แล้ว โดยเข้าไปดูตำแหน่งของอุปกรณ์ได้ในแอปค้นหาของฉัน และสามารถกดส่งเสียงดังเพื่อให้เราค้นหา AirPods ของเราเจอ หาก AirPods ของเราอยู่ใกล้ ๆ หรือจะแตะค้นหาเพื่อตามหาอุปกรณ์ของเราแบบ Proximity View

Spatial Audio

  • Spatial Audio คือการนำระบบเสียงรอบทิศทางมาจำลองอยู่ในหูฟัง AirPods รุ่นที่ 3 โดยจะตรวจจับการหันหรือขยับตำแหน่งศีรษะของผู้ฟัง เพื่อยึดแหล่งกำเนิดเสียงให้อยู่กับที่ เช่น หากเราดูหนังบน iPhone ที่วางอยู่ด้านหน้าของเรา แล้วเราหันหัวไปทางซ้าย เราจะได้ยินเสียงหนักมาที่ทางขวา เหมือนกับว่า iPhone ที่อยู่ด้านหน้าของเราเป็นแหล่งกำเนิดเสียงนั่นเอง ก่อนหน้านี้ Apple ก็ได้ใส่ไว้ใน AirPods Pro และ AirPods Max เท่านั้น แต่ตอนนี้เพียงมี AirPods รุ่นที่ 3 เราก็จะได้รับประสบการณ์การฟังเสียงแบบติดตามตำแหน่งแล้ว แต่ต้องใช้กับแอปที่รองรับ Spatial Audio

ระบบ EQ แบบปรับได้เอง (Adaptive EQ)

  • ฟีเจอร์นี้จะทำงานผ่านไมโครโฟนภายในหูฟัง AirPods รุ่นที่ 3 ตรวจจับเสียงและปรับชดเชยเสียงย่านความถี่ต่ำและกลาง เพื่อให้เหมาะสมกับช่วงหูของแต่ละคนโดยอัตโนมัติ ทำให้คุณภาพเสียงมีความเต็มอิ่ม

ทนน้ำระดับ IPX4

  • AirPods รุ่นที่ 3 มีมาตรฐานทนน้ำ IPX4 ทั้งหูฟัง และเคสชาร์จ สามารถใส่ออกกำลังกายที่มีโอกาสถูกน้ำกระเด็นใส่ เช่น ทนเหงื่อจากการวิ่ง รวมถึงทนน้ำฝนกระเด็นใส่ขณะที่วิ่งแล้วฝนตกอยู่ได้

เซ็นเซอร์ตรวจจับผิวหนัง

  • AirPods รุ่นที่ 3 มาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับผิวหนัง โดยตัวหูฟังจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างผิวของใบหูกับพื้นผิวอื่น ๆ ได้ เช่น หากเราใส่หูฟังก็จะเล่นปกติ แต่พอถอดออก เพลงก็จะหยุดทันที และพอเราใส่กลับเพลงก็จะเล่นอัตโนมัติ ซึ่งจะปลอดภัยเวลาที่เราเผลอทำหูฟังหลุดในกระเป๋า ก็จะเป็นการประหยัดแบตเตอรี่ด้วยค่ะ

การควบคุมการใช้งาน

  • บีบหนึ่งครั้งเพื่อเล่น หยุดพัก หรือรับสายโทรศัพท์
  • บีบสองครั้งเพื่อไปข้างหน้า
  • บีบสามครั้งเพื่อไปข้างหลัง
  • บีบค้างไว้เพื่อเรียกใช้งาน Siri
  • พูดว่า “หวัดดี Siri” เพื่อทำสิ่งต่างๆ อย่างเล่นเพลง
    โทรออก หรือเรียกดูเส้นทาง

แบตเตอรี่และการชาร์จ

AirPods

  • ฟังได้นานสูงสุด 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (สูงสุด 5 ชั่วโมงเมื่อเปิดใช้งานระบบเสียงตามตำแหน่ง)
  • สนทนาได้นานสูงสุด 4 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

AirPods พร้อมเคสชาร์จ MagSafe

  • ฟังได้นานสูงสุด 30 ชั่วโมง
  • สนทนาได้นานสูงสุด 20 ชั่วโมง

เพียงใส่ในเคส 5 นาที ก็ใช้ฟังได้นานประมาณ 1 ชั่วโมงหรือสนทนาได้นานประมาณ 1 ชั่วโมง

ประสบการณ์การใช้งาน

การสวมใส่

  • หลังจากที่ได้ใส่หูฟัง AirPods รุ่นที่ 3 ในระยะเวลาหนึ่ง พบว่าสวมใส่สบายไม่มีอาการปวดหูเลย ถึงแม้จะใส่เป็นเวลานาน ติดต่อกันเป็นชั่วโมง วิธีสวมให้แน่น ต้องสวมหูฟังแล้วบิดไปด้านหน้านิดนึง เพื่อให้หูฟังเกี่ยวกับช่องหูพอดี ใส่แล้วกระชับหู ไม่หลุดง่าย ถึงแม้จะไม่มีจุกยางแบบ AirPods Pro แต่ขึ้นอยู่กับขนาดหูแต่ละคนด้วย เนื่องจากตัวหูฟังมีขนาดใหญ่ ถ้าคนที่มีช่องหูเล็ก หากใส่นาน อาจจะปวดหู หรือเจ็บหูได้

เสียงและการฟังเพลง

  • การสนทนา ตอนแรก iPhone ของผู้เขียนมีปัญหาในการสนทนา จะกระตุกทุกครั้งที่สนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น facebook ,Instragram, Line หรือ FaceTime ก็มีปัญหาตรงนี้ค่ะ แต่เมื่อเชื่อมต่อหูฟังแล้วพบว่า ปัญหานี้กลับไม่มีอีกเลย การสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตไม่กระตุกอีกเลย และเสียงทั้งสองฝั่งได้ยินชัดเจน พร้อมกับตัดเสียงรบกวนได้ดี โดยจะได้ยินแต่เสียงพูดของเรา เสียงรบกวนอื่น ๆจะไม่ค่อยได้ยินเลยค่ะ โดยเฉพาะถ้าเราสนทนาผ่าน FaceTime แล้วคุณภาพเสียงดีกว่ามาก โดย Apple เคลมว่า Facetime คุณภาพเสียงระดับ HD ซึ่งก็เป็นอย่างที่เค้าพูดจริงๆค่ะ แต่ด้วยตัวหูฟังที่ไม่ตัดเสียงรบกวน ถ้าเราอยู่ในสถานที่เสียงดัง ก็จะได้ยินเสียงภายนอกชัดเจน บางทีก็ทำให้เสียงสนทนาที่เราได้ยินไม่ชัด ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์ด้วย

  • การฟังเพลง หูฟัง AirPods รุ่นที่ 3 รองรับ Spatial Audio หรือระบบติดตามรอบทิศทาง ซึ่งจะเพิ่มประสบการณ์ในการฟังเพลง เหมือนกับว่าเราอยู่ในการแสดงแบบสด แต่ว่าตอนนี้ก็จะมีแค่บางแอปเท่านั้นที่รองรับ อย่างเช่น Youtube Music, Apple Music ครั้งแรกที่ได้ลองใส่ก็ตื่นเต้นกับฟีเจอร์นี้มาก เพราะให้ความรู้สึกต่างไปจากการฟังเพลงแบบปกติ เหมือนกับเราว่าอยู่ในสถานที่นั้นจริงๆ เลย แต่เวลาที่เราฟังเพลงปกติ โดยไม่เปิดโหมดติดตามรอบทิศทาง เสียงที่ได้ยินก็คุณภาพเสียงดีมาก เสียงร้องกับเสียงเครื่องดนตรีแยกกันชัดเจน เสียงเบสหนักแน่น แต่ไม่ถึงกับหนักจนปวดหู เสียงกลางทำได้ดีเลย เสียงสูงใส ไม่ปวดหูเลยค่ะ โดยรวมแล้วเสียงดีฟังสบายหู เพลงสนุกๆ เบสหนักก็ทำได้ดี

การรับชมภาพยนตร​์

  • หูฟัง AirPods รุ่นที่ 3 รองรับ Spatial Audio หรือระบบติดตามรอบทิศทาง และตอนนี้ Netflix ก็ได้รองรับฟีเจอร์นี้แล้ว ซึ่งขอบอกเลยว่า การรับชมภาพยนตร์ของเราจะเปลี่ยนไปเลย เพราะเหมือนกับว่าเราหนังดูหนังอยู่ในโรงหนังจริง ๆ เสียงที่ได้ยิน กังวาล และมีความลึกของเสียง เวลาที่เราหันหน้าไปอีกข้าง เสียงก็จะหนักไปอีกข้าง และเสียงที่ได้ยินไม่ดีเลย์ เป็นประสบการณ์การรับชมที่ดีเลยค่ะ

การใส่ออกกำลังกาย

  • หูฟังทนน้ำ IPX4 ทนเหงื่อ ทนน้ำ สามารถใส่ออกกำลังกายได้ เพื่อป้องกันเวลาที่ออกกำลังกายแล้วมีเหงื่อออก หรือวิ่งตอนที่ฝนตก ตัวหูฟังหากสวมใส่ถูกวิธี ก็จะกระชับเข้ากับหูของเราเลยค่ะ หลังจากที่ทดลอง ใส่เดิน หรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเบาๆ ตัวหูฟังกระชับมาก และสบายหูมากกว่าตัว In-Ear ที่มีจุกยางหากใส่เป็นเวลานาน ๆ เนื่องจากตัวหูฟังไม่มีโหมดตัดเสียงรบกวน เวลาที่เราวิ่งภายนอกอาคาร เราอาจจะได้ยินเสียงลมที่ผ่านเข้าหู หรือเสียงรถที่วิ่งผ่าน ซึ่งบางครั้งก็อาจจะกวนใจเราได้

สรุป

  • หูฟังสวมใส่สบาย ไม่เจ็บหูเมื่อใส่เป็นเวลานาน
  • คุณภาพเสียงดี เบสหนัก ฟังสนุก
  • ทนน้ำ ทั้งหูฟังและเคสระดับ IPX4 สามารถใส่ออกกำลังกาย หรือกันน้ำกระเซ็นได้
  • รองรับ Spatial Audio หรือ ระบบเสียงตามตำแหน่ง
  • มีชิป H1ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ของ Apple ได้ดี
  • แบตเตอรี่ใช้ได้ยาวนานขึ้น
  • เคสรองรับ Magsafe หรือการชาร์จไร้สาย
  • ชาร์จเพียง 5 นาทีใช้ได้ 1 ชั่วโมง

จุดที่ต้องพิจารณา

  • ไม่ตัดเสียงรบกวน
  • ถ้าหูเล็กจะไม่ค่อยพอดี ใส่นานอาจจะเจ็บหู เพราะตัวหูฟังมีขนาดใหญ่
  • ใส่ออกกำลังกายได้ แต่ไม่เหมาะกับกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ
  • ทนเหงื่อ ทนน้ำกระเซ็นเท่านั้น ไม่ควรโดนน้ำจะดีกว่า

ข้อมูลที่ควรทราบเพิ่มเติม

– ความต้องการของระบบ

  • iPhone และ iPod touch รุ่นที่ใช้ iOS เวอร์ชั่นล่าสุด
  • iPad รุ่นที่ใช้ iPadOS เวอร์ชั่นล่าสุด
  • Apple Watch รุ่นที่ใช้ watchOS เวอร์ชั่นล่าสุด
  • Mac รุ่นที่ใช้ macOS เวอร์ชั่นล่าสุด
  • Apple TV รุ่นที่ใช้ tvOS เวอร์ชั่นล่าสุด

– อุปกรณ์ที่รองรับ

รุ่นของ iPhone

  • iPhone 13 mini
  • iPhone 13
  • iPhone 13 Pro
  • iPhone 13 Pro Max
  • iPhone 12 mini
  • iPhone 12
  • iPhone 12 Pro
  • iPhone 12 Pro Max
  • iPhone 11
  • iPhone 11 Pro
  • iPhone 11 Pro Max
  • iPhone XS
  • iPhone XS Max
  • iPhone XR
  • iPhone X
  • iPhone 8
  • iPhone 8 Plus
  • iPhone 7
  • iPhone 7 Plus
  • iPhone 6s
  • iPhone 6s Plus
  • iPhone SE (รุ่นที่ 2)
  • iPhone SE (รุ่นที่ 1)

รุ่นของ iPod

  • iPod touch (รุ่นที่ 7)

รุ่นของ Mac

  • MacBook (จอภาพ Retina, รุ่น 12 นิ้ว,ต้นปี 2015 – 2017)
  • MacBook Air (รุ่น 11 นิ้ว,กลางปี 2012 – ต้นปี 2015)
  • MacBook Air (รุ่น 13 นิ้ว,กลางปี 2012 – 2017)
  • MacBook Air (จอภาพ Retina, รุ่น 13 นิ้ว,ปี 2018 – 2020)
  • MacBook Air (ชิป M1, ปี 2020)
  • MacBook Pro (จอภาพ Retina, รุ่น 13 นิ้ว,ปลายปี 2012 – ต้นปี 2015)
  • MacBook Pro (จอภาพ Retina, รุ่น 15 นิ้ว,กลางปี 2012 – กลางปี 2015)
  • MacBook Pro (รุ่น 13 นิ้ว,กลางปี 2012 – 2020)
  • MacBook Pro (รุ่น 15 นิ้ว,กลางปี 2012 – 2019)
  • MacBook Pro รุ่น 13 นิ้ว (ปี 2020, พอร์ตจำนวน 2 พอร์ต)
  • MacBook Pro รุ่น 13 นิ้ว (ปี 2020, พอร์ตจำนวน 4 พอร์ต)
  • MacBook Pro รุ่น 13 นิ้ว (ชิป M1, ปี 2020)
  • MacBook Pro รุ่น 14 นิ้ว (ปี 2021)
  • MacBook Pro รุ่น 16 นิ้ว (ปี 2021)
  • MacBook Pro (รุ่น 16 นิ้ว, ปี 2019)
  • iMac (รุ่น 21.5 นิ้ว, ปลายปี 2012 – 2017)
  • iMac (รุ่น 27 นิ้ว, ปลายปี 2012 – ปลายปี 2013)
  • iMac (จอภาพ Retina 4K, รุ่น 21.5 นิ้ว,ปลายปี 2015 – 2019)
  • iMac (จอภาพ Retina 5K, รุ่น 27 นิ้ว,ปลายปี 2014 – 2020)
  • iMac (รุ่น 24 นิ้ว, ชิป M1, ปี 2021)
  • iMac Pro (ปี 2017)
  • Mac mini (ปลายปี 2012 – ปลายปี 2018)
  • Mac mini (ชิป M1, ปี 2020)
  • Mac Pro (ปลายปี 2013 – 2019)

รุ่นของ iPad

  • iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 5)
  • iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 4)
  • iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 3)
  • iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 2)
  • iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 1)
  • iPad Pro รุ่น 11 นิ้ว (รุ่นที่ 3)
  • iPad Pro รุ่น 11 นิ้ว (รุ่นที่ 2)
  • iPad Pro รุ่น 11 นิ้ว (รุ่นที่ 1)
  • iPad Pro รุ่น 10.5 นิ้ว
  • iPad Pro รุ่น 9.7 นิ้ว
  • iPad (รุ่นที่ 9)
  • iPad (รุ่นที่ 8)
  • iPad (รุ่นที่ 7)
  • iPad (รุ่นที่ 6)
  • iPad (รุ่นที่ 5)
  • iPad Air (รุ่นที่ 4)
  • iPad Air (รุ่นที่ 3)
  • iPad Air 2
  • iPad mini (รุ่นที่ 6)
  • iPad mini (รุ่นที่ 5)
  • iPad mini 4

รุ่นของ Apple Watch

  • Apple Watch Series 7
  • Apple Watch Series 6
  • Apple Watch SE
  • Apple Watch Series 5
  • Apple Watch Series 4
  • Apple Watch Series 3
  • Apple Watch Series 2
  • Apple Watch Series 1

รุ่นของ Apple TV

  • Apple TV 4K
  • Apple TV HD

เปรียบเทียบความต่าง

ส่วนใครที่ยังลังเลอยู่สามารถดูเปรียบเทียบความต่างระหว่าง AirPods รุ่นที่ 3 และ AirPods Pro

เพิ่มเติมได้ที่นี่ 👉🏻 https://www.iphonemod.net/airpods-3-airpods-pro-compare.html

ราคาและสถานที่จัดจำหน่าย

AirPods (รุ่นที่ 3) ขายราคา 6,790 บาท สั่งซื้อได้ที่​ Apple Store Online, หน้าร้าน Apple Store และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

🛒 ลิงก์สั่งซื้อ AirPods (รุ่นที่ 3) ที่ Apple Store Online : https://www.apple.com/th/shop/product/MME73ZA/A 

คลิปรีวิว

 

 

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Quinn Hataipat

Bachelor of Animation, College of Art, Media and Technology, Chiang Mai University