in

ผลการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) บน Apple Watch มีอะไรบ้าง หมายความว่าอย่างไร

ผู้ใช้ Apple Watch คงจะได้อัปเดต watchOS 7.3 และเริ่มใช้งานการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) กันแล้ว แต่หลังจากวัดเสร็จ บางคนอาจจะยังสับสนอยู่ว่าผลการวัดนั้นปกติดีหรือไม่ ทีมงานมีคำอธิบายเรื่องผลการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่วัดโดย Apple Watch มาแนะนำให้ชมกันค่ะ

ผลการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) บน Apple Watch มีอะไรบ้าง หมายความว่าอย่างไร

หลังจากที่เราได้วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG) บน Apple Watch กันแล้ว [ชมวิธีการวัด ECG] เราก็จะได้ผลลัพธ์ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งผลลัพธ์ของการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจของ Apple นั้นได้แบ่งออกมาเป็น 4 ผลลัพธ์ด้วยกัน ได้แก่

1. จังหวะไซนัส (Sinus) ระบุว่า การบันทึก ECG ไม่ได้แสดงผลว่ามีการเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หมายถึง “จังหวะการเต้นของหัวใจที่ปกติ” คลื่นหัวใจมีรูปร่างเดียวกัน

2. ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) พบภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) จังหวะหัวใจเต้นในรูปแบบที่ไม่สม่ำเสมอ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์

3. อัตราการเต้นของหัวใจช้าหรือเร็ว หัวใจของผู้วัดมีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 50 BPM หรือมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่า 120 BPM (ใน ECG เวอร์ชัน 1) ซึ่งไม่สามารถสรุปได้ว่ามีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรือไม่

เช่น เราไปออกกำลังกายมาจนมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่า 120 BPM แล้วมาวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก็อาจจะไม่สามารถสรุปผลได้ ดังนั้นควรวัดในขณะที่ไม่ได้ทำกิจกรรมใด ๆ

4. ไม่สามารถสรุปผลได้ ผลการตรวจวัดไม่สามารถแยกประเภทได้ สาเหตุอาจจะมาจาก แขนไม่ได้วางบนโต๊ะในระหว่างที่บันทึกหรือสวมใส่ Apple Watch หลวมเกินไป ควรปรับท่าทางการวัดให้ถูกต้องแล้วัดใหม่อีกครั้ง

ผู้ใช้ Apple Watch หลายคนที่วัดได้เป็น “จังหวะไซนัส (Sinus)” ก็ไม่ต้องตกใจว่ามีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรือเป็นโรคอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าผลจะแสดงเป็นจังหวะไซนัส (Sinus) ที่ปกติ แต่การวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจบน Apple Watch นั้นสามารถตรวจพบได้เพียงภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) เท่านั้น ซึ่งโรคหัวใจก็ยังมีอีกหลากหลายโรคที่ Apple Watch ไม่สามารถตรวจพบได้

ดังนั้นถ้าหากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพที่แน่นอนหรือละเอียดมากขึ้น แนะนำให้ไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจหาโรคอื่น ๆ และใช้ Apple Watch มาช่วยให้การดูแลสุขภาพให้คุ้มค่ามากขึ้น เช่น การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การผ่อนคลาย การนอนหลับ เป็นต้น หรือถ้าหากเรามีอาการเจ็บหน้าอกที่เข้าข่ายว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ ก็ควรจะรีบปรึกษาแพทย์ทันที

เขียนโดย Zakura Kim

Bachelor degree of science, Software engineering major, Payap University