,

Bionic ชื่อที่ต่อท้ายชื่อชิป A11 ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษ


ย้อนกลับไปในปี 2013 ครั้งแรกที่ iPhone 5s เปิดตัวเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มี CPU ในแบบ 64 บิต ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่าเป็นเพียงการตลาดแบบเดียวกับ Qualcomm เนื่องจากชิปประมวลผลของ Apple ยังไม่สร้างจุดขายอะไรที่แตกต่างจากตลาด และแน่นอนว่าคำว่า Fusion หรือ Bionic ก็เป็นเพียงคำโฆษณาเช่นกัน ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษทางเทคนิค

Bionic เป็นเพียงชื่อเพื่อทำการตลาด

หลังจากเปิดตัว iPhone 4 ในเดือนมิถุนายน 2010 โดยชิปตัวแรกของ Apple เป็นชื่อ A4 หลังจากนั้นก็เป็นชื่อ A-series ตามกันมาเรื่อย ๆ เป็นชื่อเรียกง่าย ๆ ที่สุดแสนจะน่าเบื่อไล่ตัวเลขกันไป จนกระทั่งยุคหนึ่งที่มีการเติม X เข้ามาต่อท้ายเพื่อใช้กับรุ่นพิเศษอย่าง iPad ตั้งแต่ A9 ที่พบใน iPhone 6s

แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังดูธรรมดาไม่น่าตื่นเต้นอยู่ดี

A10 Fusion ที่มาพร้อมกับ iPhone 7 (ซึ่งก่อนหน้านี้ A8 หรือ A9 ก็แรงกว่าคู่แข่ง แต่ดันไม่ถูกจดจำนัก) รวมถึงสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด iPhone 8 และ iPhone X ก็มีชื่อใหม่ต่อท้ายคือ A11 Bionic ซึ่งน่าจะเกิดจากการเล่นคำว่าชีวภาพ ซึ่งหมายถึงว่าชิปตัวนี้มันสแกนใบหน้าได้นั่นเอง ซึ่งทั้งที่จริงมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับชิปตัวนี้เลย

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการนั่งเทียนมโนแต่อย่างใด เพราะพนักงานของ Apple ได้เปิดเผยกับสื่อต่างประเทศอย่าง The Verge ไปเองว่ามันเป็นลูกเล่นทางการตลาด ให้คนรู้สึกตื่นเต้นกับอะไรใหม่ ๆ มากกว่า ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง

  • Qualcomm 835 ?
  • 835 ?
  • Qualcomm Snapdragon 835

ความน่าจดจำมันก็ต่างกันเยอะเลยทีเดียว ทีนี้ก็ลองมาดูกันว่าในอนาคต หากรุ่นถัด ๆ ไปจะยังเติมคำว่า Bionic อยู่อีกมั้ย และหากไม่ใช้คำนี้ A12, A13, A14 จะใช้คำใดต่อไปดี ?

ที่มา – bgr

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

Written by yugioh2500

หากตรงไหนแปลหรือเขียนผิดสามารถชี้แนะได้ครับ
ติดต่อ-สอบถาม-พูดคุย-แลกเปลี่ยนกันได้ที่
Twitter: @yugioh2500