ฟีเจอร์ ECG บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ บน Apple Watch มีวิธีการทำงานอย่างไร และรองรับรุ่นใดบ้างอัปเดตปี 2026 พร้อมรวมสิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้
ฟีเจอร์ ECG บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วิธีใช้ อ่านค่าอย่างไร รองรับรุ่นใดบ้าง ⎯ อัปเดต 2026
ECG หรือ Electrocardiogram คือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ใช้ดูจังหวะการเต้นของหัวใจและรูปแบบสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
ECG บน Apple Watch ทำงานอย่างไร?
Apple Watch มี เซ็นเซอร์วัดหัวใจด้วยไฟฟ้า อยู่บริเวณด้านหลังตัวเรือน และใช้ Digital Crown เป็นจุดสัมผัสอีกจุดหนึ่ง เมื่อเราวางนิ้วบน Digital Crown ขณะที่สวม Apple Watch อีกข้างหนึ่ง เซ็นเซอร์จะตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดจากการเต้นของหัวใจ แล้วนำมาสร้างเป็นกราฟ ECG

วิธีวัด ECG บน Apple Watch
ก่อนใช้งานครั้งแรกต้องตั้งค่า ECG ในแอปสุขภาพบน iPhone ก่อน จากนั้นจึงสามารถเปิดแอป ECG บน Apple Watch เพื่อบันทึกได้

ขั้นตอนการวัด
- เปิดแอป ECG บน Apple Watch
- นั่งลง และวางแขนบนโต๊ะ หรือ ที่เรียบ
- ใช้นิ้วของมือข้างที่ไม่ได้สวมนาฬิกาแตะ Digital Crown
- อยู่นิ่ง ๆ ระหว่างการวัด 30 วินาที
- รอจนการบันทึกเสร็จ
- Apple Watch จะแสดงผลการจำแนก ECG
- หากมีอาการ เช่น ใจสั่น เวียนหัว หรือแน่นหน้าอก สามารถบันทึกอาการประกอบผล ECG ได้
เพิ่มเติม: ควรสวม Apple Watch ให้กระชับพอดี และให้ด้านหลังสัมผัสกับผิวหนัง หากสวมไม่พอดีหรือการเคลื่อนไหวอาจทำให้การวัดมีปัญหาได้
ผล ECG แต่ละแบบหมายถึงอะไร?
1. จังหวะไซนัส (Sinus Rhythm): การเต้นของหัวใจที่ตรวจได้ สอดคล้องกับจังหวะปกติ ในขณะที่ทำการวัด
2. ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib): บันทึกได้มีลักษณะสอดคล้องกับภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว AFib คือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่ง โดยห้องบนของหัวใจมีสัญญาณไฟฟ้าที่ไม่เป็นระเบียบ ทำให้หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ
3. อัตราหัวใจเต้นช้าหรือเร็ว: หัวใจเต้นอยู่ต่ำกว่า 50 ครั้งต่อนาที่หรือเกิน 100 ครั้งต่อนาที (BPM)
4. ไม่สามารถสรุปผลได้ (Inconclusive: อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การเคลื่อนไหวระหว่างวัด การสัมผัสเซ็นเซอร์ไม่เหมาะสม หรือจังหวะหัวใจบางรูปแบบที่ระบบไม่สามารถจำแนกได้


ดูสรุปภาพรวมได้ที่แอปสุขภาพ (Health) บน iPhone
เข้ามาที่ แอปสุขภาพ บน iPhone > กด เลือกหา > เลือกเมนู หัวใจ > กดแถบ คลื่นหัวใจไฟฟ้า (ECG)

ประโยชน์ของการวัด ECG
การวัด ECG บน Apple Watch ช่วยให้ผู้ใช้ บันทึกสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจได้ด้วยตัวเองในช่วงเวลาที่ต้องการ โดยข้อมูลสามารถนำไปดูย้อนหลังในแอปสุขภาพบน iPhone ได้
ประโยชน์หลัก ๆ ได้แก่
- ช่วยดูจังหวะการเต้นของหัวใจในขณะนั้น ว่ามีลักษณะสอดคล้องกับจังหวะไซนัสหรือไม่
- ช่วยตรวจจับรูปแบบที่อาจเข้าข่าย AFib ซึ่งเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่ง
- เก็บข้อมูลไว้ดูย้อนหลัง ทำให้เห็นข้อมูลการวัดแต่ละครั้งและติดตามการเปลี่ยนแปลงได้
- ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพูดคุยกับแพทย์ โดยสามารถเก็บผล ECG และสร้างไฟล์ PDF เพื่อแชร์ให้บุคลากรทางการแพทย์ได้
- บันทึกอาการร่วมกับผล ECG ได้ เช่น หากรู้สึกใจสั่นในช่วงหนึ่ง ก็สามารถวัด ECG และเก็บข้อมูลไว้ประกอบการสังเกตอาการ
Apple Watch รุ่นใดรองรับ ECG ⎯ อัปเดต 2026
- Apple Watch Series 4 ขึ้นไป
- Apple Watch Ultra ทุกรุ่น
*ไม่รองรับ Apple Watch SE
ถ้าได้ผล AFib ควรทำอย่างไร?
ถ้าได้ผล AFib อย่าเพิ่งวินิจฉัยตัวเองจากผล Apple Watch แนะนำให้ บันทึกผล ECG และนำไปปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะหากผลดังกล่าวเกิดซ้ำหรือมีอาการร่วมด้วย
Apple Watch สามารถเก็บ ECG ไว้ในแอปสุขภาพ และสามารถสร้าง PDF ของผล ECG เพื่อใช้แชร์กับแพทย์ได้
*สุดท้ายนี้อย่าเพิ่งสรุปว่าตัวเองผิดปกติจากค่า Apple Watch เพียงครั้งเดียว Apple Watch ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการแพทย์หรือวินิจฉัยโรค
กิ๊ฟ iMoD
