ใน , ,

Siri AI ของใหม่ที่ดูดี แต่มาช้าไปหรือไม่?

 

Siri AI ในงาน WWDC 2026 เปิดตัวมาพร้อมกับความสามารถเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ทำงานครอบคลุมการใช้งานของผู้ใช้ แต่ก็เกิดคำถามว่า Siri AI มาช้าไปไหม

อดีตของ Siri

ย้อนกลับไปตอนงาน WWDC 2024 ที่ Apple ได้เปิดตัว Apple Intelligence ที่มีไฮไลต์สำคัญคือ Siri เวอร์ชันใหม่ ที่ฉลาดล้ำ เข้าใจบริบทบนหน้าจอ ทำงานข้ามแอปได้ และสัญญาว่าจะปล่อยให้ใช้พร้อมกับ iPhone 16

โดย Apple นั้น ได้ปล่อยโฆษณา ที่นำแสดงโดย Bella Ramsey นักแสดงดังในช่วงนั้น เพื่อโฆษณา Apple Intelligence ใน iPhone 16  ซึ่งนั้นคงจะเป็นเหตุให้หลายคนตัดสินใจซื้อ iPhone 16 เพื่อที่าจะใช้ฟีเจอร์เหล่านี้

แต่ผลปรากฏออกมาว่ากลุ่มคนที่ซื้อไปนั้นประสบปัญหา ไม่สามารถใช้ Apple Intelligence ตามคำกล่าวอ้างจากโฆษณาได้ พวกเขาจึงได้รวมกลุ่ม ฟ้อง Apple

ซึ่ง Apple เอง ก็ยอมจ่ายเงินชดเชยให้กับกลุ่มลูกค้าเหล่านั้น ลบโฆษณาดังกล่าวออก และรวมไปถึงออกมาเปิดเผยกับสื่อในปี 2025 ว่าพวกเขาไม่สามารถส่งมอบฟีเจอร์ Siri ดังที่กล่าวอ้างไว้ได้ทันจริง ๆ เหล่าสื่อจึงออกมาแสดงความคิดเห็นว่า น่าจะเกิดจาก ปัญหาภายใน ทั้งเรื่องศักยภาพในการพัฒนา AI และปัญหาสมัยไหล (Brain Drain) ในองค์กร

และในขณะเดียวกันที่ Siri กำลังพัฒนาอยู่นั้น เหล่า AI เจ้าอื่น ๆ ก็ได้เดินหน้าไปมากจาก Generative AI ทั่วไป ไปสู่ยุค AI Agents ที่ช่วยเหลือผู้ใช้ และทำงานแทนคนได้เรียบร้อยแล้ว คำถามสำคัญคือ แล้ว Siri หรือ AI ของ Apple จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

Siri AI ที่เน้น “Privacy”

จากงาน WWDC 2026 การนำเสนอหลักของ Apple มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอ Siri AI ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ครอบคลุม ในแง่ของการเป็นผู้ช่วยของเรา จัดการไฟล์ของเราได้ แต่ก็ทำหลายคนรู้สึกว่า  การนำเสนอ ดูน้อยเกินไป แต่จริง ๆ แล้ว เพราะสมการของ Siri ยุคใหม่คือ ผู้ช่วย + AI + Privacy (ความเป็นส่วนตัว)

ถ้าจำกันได้ Siri แบบเดิมเป็นแค่ Voice Assistant ที่เราสามารถสั่ง Siri ให้ทำงานต่าง ๆ แทนเราได้ เช่น ใช้เป็นตัวช่วยในการนับถอยหลัง จับเวลา ตั้งนาฬิกาปลุก เชื่อมต่อกับ Smarthome สั่งเปิดเพลง ปิดไฟ, ใช้ถามตอบทั่วไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้หลายคนไม่ค่อยโอเคก็คือ Siri ถามตอบไม่ค่อยถูกใจ ตอบคำถามง่าย ๆ ไม่ค่อยได้ ถามอะไรก็วิ่งไปหาในเว็บมาตอบ (และบางทีก็บอกให้ผู้ใช้ไปหาในเว็บเอง)

AI ในโลกปัจจุบัน

เมื่อหันมาดู AI ที่เราใช้กันในปัจจุบัน ซึ่งเป็น AI แบบ LLM (Large Language Models) อย่าง Gemini ChatGPT และ Cluade  ที่นอกจากการถามตอบกับผู้ใช้ได้แล้ว ยังสามารถหาข้อมล วิเคราะห์ข้อมูลได้ สร้างรูปภาพ แม้กระทั่งการสร้างวิดีโอก็ยังสามารถทำได้ เพียงแค่พิมพ์บอก ทำให้เมื่อย้อนกลับมามอง Siri แล้วนั้นดูค่อนข้างล้าหลังไปสักนิด

แต่หากเราย้อนมามองเหตุผลที่ LLM จะเก่งได้ขนาดนี้ ก็ต้องใช้ฐานข้อมูลในการประมวลผลมหาศาล โดยข้อมูลเหล่านั้น ก็มาจากผู้ใช้ด้วยนั้นเอง ซึ่งส่วนนี้ หากที่ต้องการข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ย่อมต้องแลกมาด้วย “Privacy”

เพราะผู้ให้บริการ LLM เหล่านั้น ย่อมไม่ได้มีข้อมูลในมือตั้งแต่แรก แต่ใช้การดึงข้อมูลมาจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อที่จะพัฒนา และสอนให้ AI ของตัวเองให้รอบรู้ขึ้น เช่นกันกับการที่ต้องการให้ AI “เก่งเรื่องผู้ใช้” ก็ย่อมต้องใช้ข้อมูลของผู้ใช้เช่นกัน

ซึ่งส่วนนี้จะเป็นข้อมูลที่ได้มายากที่สุด เพราะ AI จะต้องเข้าถึงข้อมูลอุปกรณ์ของผู้ใช้ หรือการฝังอยู่ในอุปกรณ์ของผู้ใช้ มากไปกว่านั้นผู้ใช้จำเป็นต้องอนุญาตให้ AI เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นด้วย ซึ่งขัดต่อหลักการที่รักษาความเป็นส่วนตัว หรือ Privacy นั้นเอง

แม้ว่าปัจจุบัน หลาย ๆ คนคงจะมีแอป AI ติดตั้งอยู่อย่างน้อยคนละ 1 แอป ในอุปกรณ์ส่วนตัวของตัว แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เหล่า AI จะเรียนรู้ได้ มาได้จากที่ผู้ใช้ป้อนให้เท่านั้น

ดังนั้นจึงนำมาสู่การที่ผู้ให้บริการ AI จับมือกับแบรนด์อุปกรณ์ เพื่อนำ AI ไปเป็นส่วนนึงของอุปกรณ์ เช่น การที่แบรนด์สมาร์ตโฟน Android ได้นำ Gemini มาเป็น Assistant บนตัวอุปกรณ์ที่สามารถรับรู้การใช้งานต่าง ๆ บนอุปกรณ์ของผู้ใช้ได้

ซึ่ง Apple มีแผนที่จะทำอยู่แล้ว ตั้งแต่ใน Apple Intelligence เวอร์ชันแรก ๆ ซึ่งแน่นอน Apple ที่ให้ความสำคัญเรื่อง Privacy มาก ๆ แม้จะทำก็สามารถทำได้ และบอกเลยว่าได้เปรียบกว่าเจ้าอื่น เพราะ ทั้งโมเดล AI, อุปกรณ์ของผู้ใช้ ก็อยู่ใน Apple Ecosystem ทั้งหมด

สิ่งที่ Apple ตัดสินใจทำ

จากที่บอกเล่านมาตั้งแต่ต้น Apple ถือเรื่อง Privacy เป็นเรื่องสำคัญ แต่เรื่องความสามารถของโมเดล AI นั้น ก็ต้องยอมรับว่า Apple ยังตามหลังเจ้าอื่นอยู่ นั้นทำให้ Apple ตัดสินใจจับมือ กับ Google เพื่อนำ Gemini มาเป็นรากฐาน พัฒนา AI ของตัวเองเก่งขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องไม่แลกกับ Privacy

Siri AI ชูจุดเด่นเรื่องความสามารถในการเข้าใจบริบทของผู้ใช้ เรียนรู้ รับรู้สิ่งที่แสดงอยู่บนหน้าจอ สามารถสั่งการทำงานข้ามแอปโดยอ้างอิงข้อมูลของผู้ใช้ได้ และอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งที่ Apple ได้บอกในงาน WWDC 2026 คือการที่ Siri AI จะประมวลข้อมูลแบบ on-device หรือการประมวลบนอุปกรณ์ของผู้ใช้ก่อน และสำหรับการประมวลผลที่ซับซ้อน ก็จะทำไปประมวลบน Private Cloud Compute

ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ คือห้อง ที่ Apple สร้างไว้เพื่อประมวลผลของผู้ใช้โดยเฉพาะ โดยทำงานจากผู้ใช้ที่ส่งไป และส่งกลับเท่านั้น แม้แต่ Apple เอง ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ และยังบอกอีกว่าผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจสอบได้ทุกเมื่อ การกล่าวแบบนี้ เป็นสิ่งที่ในฐานะคนใช้เชื่อว่า อยู่กับเค้ามันปลอดภัยจริง ๆ

ทรงดี แต่ช้าเพราะอะไร

เหตุผลที่ Siri เปิดตัวช้า แทนที่จะออกมาตั้งแต่ 2025 ก็ได้ฟังคำตอบของ Mike Rockwell  VP ของ Siri Engineer ที่ออกมาพูดหลังจาก Keynote WWDC 2026 ที่บอกว่าเหตุผลคือการที่ผลลัพธ์จากการเติมฟีเจอร์เข้าไปใน Siri ตัวเก่า ยังไม่ดีพอ พวกเขาจึงตัดสินใจ tore [Siri] to the ground, rebuilt it from the ground up หรือการเริ่มใหม่จากศูนย์อีกครั้ง เพื่อให้มันสามารถครอบคลุมกว่าเดิม ฉลาดกว่าเดิม แล้วก็สมบูรณ์กว่าเดิม

ช้าไปมั้ย

หากมองโดยใช้เลนส์ชองคนทั่วไป และเทียบกับ AI ตัวอื่นที่พัฒนาอย่างมาก แน่นอนว่าช้ามาก แต่หากมองในมุมที่ Apple พยายามจะทำ คือการสร้างผู้ช่วย ที่ทำให้ชีวิตของผู้ใช้ง่ายขึ้น ตั้งผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้อยู่มาก

โดยในมุมของผู้ใช้ ที่ใช้อุปกรณ์แบบ Eco system และหลายคนได้พิสูจน์แล้วว่าการมีผู้ช่วย Co work ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น การมีอยู่ของ SIri AI ที่ฟรี และครอบคลุมทุกอุปกรณ์ก็นับว่าคุ้มค่าจริง ๆ และนี่จะชี้ให้เห็นว่า Siri AI เป็นมากกว่า AI ถามตอบอย่างเคย แต่คือผู้ช่วยที่แท้จริง

Siri AI ในเวอร์ชันนี้ แน่นอนว่ายังคงเป็นของใหม่ และต้องพัฒนากันต่อไป และในตอนได้ปล่อย Versionนักพัฒนา มาให้นักพัฒนาได้ทดลองใช้นะคะส่วนภาษาไทยก็ยังใช้ไม่ได้เหมือนเดิม แต่ก็อาจจะเป็นไปได้นะคะ จากการที่มี Gemini มาช่วยยังไงก็มารอดูกัน

 

 

 

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Krongkwun Rithiwong

Love exploring new technology. Decoding the future, one gadget at a time.