หลังจากรอคอยนานถึง 5 ปี Apple ได้เปิดตัว AirTag รุ่นใหม่ ที่แม้รูปลักษณ์ยังคงเดิม แต่มีการอัปเกรดหลายด้าน ทั้งชิป UWB รุ่นใหม่ การหาตำแหน่งที่แม่นยำขึ้น ลำโพงเสียงดังกว่าเดิม และการรองรับอุปกรณ์เพิ่มเติม
10+ สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ AirTag 2 รุ่นใหม่ล่าสุด

- AirTag รุ่นใหม่ใช้ชื่อทางการว่า AirTag (รุ่นที่ 2) ขอเรียกสั้น ๆ ว่า AirTag 2
- AirTag 2 มาพร้อมชิป Ultra Wideband (UWB) รุ่นที่ 2 ของ Apple เป็นชิปตัวเดียวกันกับที่ใช้ใน iPhone 17, iPhone Air, Apple Watch Ultra 3 และ Apple Watch Series 11
- ด้วยชิป UWB รุ่นใหม่ ทำให้ฟีเจอร์ Precision Finding หรือ “ค้นหาตำแหน่งที่ตั้งจริง” มีระยะทำการเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่า ช่วยให้สามารถนำทางไปยัง AirTag ได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ในอาคาร
- ฟีเจอร์ Precision Finding ที่แต่เดิมใช้งานได้เฉพาะบน iPhone ตอนนี้สามารถใช้งานได้บน Apple Watch Series 9 ขึ้นไป และ Apple Watch Ultra 2 ขึ้นไป เนื่องจากรุ่นเหล่านี้มีชิป UWB ติดตั้งมาแล้ว
- ลำโพงของ AirTag 2 ดังขึ้นกว่าเดิมสูงสุดถึง 50% ช่วยให้ได้ยินเสียงได้ง่ายยิ่งขึ้นในกรณีที่ต้องตามหาอุปกรณ์ และยังเป็นมาตรการเสริมเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกนำไปใช้ติดตามโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเสียงยากต่อการกลบ
- AirTag 2 ใช้ Bluetooth ใหม่ ที่ให้ระยะการเชื่อมต่อไกลขึ้น
- Apple ได้ออกแบบภายใน AirTag 2 ใหม่ เพื่อรองรับลำโพงที่พัฒนาขึ้น โดยก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า Apple อาจเพิ่มความยากในการแกะเพื่อถอดลำโพง ซึ่งยังต้องรอการแกะเครื่องเพื่อตรวจสอบความจริง
- น้ำหนักของ AirTag 2 อยู่ที่ 11.8 กรัม หนักกว่า AirTag รุ่นแรกประมาณ 7%
- ตัวอักษรด้านหลังของ AirTag 2 ถูกเปลี่ยนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ถือเป็นจุดสังเกตความต่างจากรุ่นแรก นอกจากนี้ ยังมีการระบุรองรับการกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67, การใช้งาน NFC และเชื่อมต่อกับ Find My ซึ่งแม้ฟีเจอร์เหล่านี้จะมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ระบุไว้บน AirTag รุ่นแรก
- แม้หลายคนนำ AirTag ไปใช้ติดตามสัตว์เลี้ยง แต่ Apple ยืนยันว่า AirTag 2 ออกแบบมาเพื่อติดตามสิ่งของ ไม่เหมาะกับการใช้กับคนหรือสัตว์เลี้ยง ซึ่งระบุไว้ทั้งในการประกาศเปิดตัวและหน้าผลิตภัณฑ์
- สำหรับการรีเซ็ต AirTag 2 ผู้ใช้ต้องถอดแบตเตอรี่ออก ทิ้งไว้ไม่น้อยกว่า 5 วินาที จากนั้นใส่แบตเตอรี่กลับเข้าไป ทำแบบนี้ทั้งหมด 4 ครั้ง Apple ระบุว่าอาจต้องรอนานถึง 12 วินาทีกว่าจะได้ยินเสียงรีเซ็ตครั้งสุดท้าย ซึ่งต่างจากรุ่นแรกที่ไม่ต้องรอเมื่อถอดแบตเตอรี่
- ผู้ใช้ต้องอัปเดตอุปกรณ์เป็น iOS 26.2.1 เพื่อใช้งาน AirTag 2 หากอุปกรณ์ไม่รองรับ iOS 26 จะไม่สามารถใช้งาน AirTag 2 ได้
AirTag 2 ยังคงทำงานกับเครือข่าย Find My ได้เหมือนรุ่นก่อน หากอยู่นอกระยะ Bluetooth ของผู้ใช้ AirTag จะใช้เครือข่ายอุปกรณ์ Apple ของผู้อื่นในการส่งตำแหน่งกลับมาให้
รองรับฟีเจอร์ Lost Mode เช่นเดิม พร้อมบริการสแกน NFC เพื่อหาข้อมูลเจ้าของสิ่งของที่หาย และสามารถแชร์ตำแหน่งกับผู้อื่นได้ (มีประโยชน์ในสนามบินที่เข้าร่วมบริการ) แบตเตอรี่ที่ใช้ยังคงเป็นชนิดเหรียญรุ่น CR2032 เหมือนเดิม Apple ระบุว่าสามารถใช้งานได้นานกว่า 1 ปีก่อนเปลี่ยนใหม่
ราคา และการจำหน่าย
AirTag 2 วางจำหน่ายในราคา
- AirTag แพ็ค 1 ชิ้น ราคา 990 บาท
- AirTag แพ็ค 4 ชิ้น ราคา 3,290 บาท
ลิงก์สินค้า: https://www.apple.com/th/shop/buy-airtag/airtag
พร้อมบริการแกะสลักฟรี ณ ตอนที่เผยแพร่ข้อมูลนี้ ยังไม่มีกำหนดจำหน่ายในไทย
ที่มา: MacRumors
