, ,

8 ขั้นตอนการประหยัดแบตใน iPhone โดยอดีตผู้เชี่ยวชาญ Apple Genius


เป็นเรื่องที่ทุกคนคงอยากจะรู้และติดอกติดใจว่า iPhone ดีไปหมดทุกอย่างแต่ที่ทำให้ปวดหัวสุดๆ ก็คือเรื่องราวของแบตเตอรีที่หมดทำไมหมดเร็วจังและทำไมของเครื่องเราหมดเร็วกว่าเครื่องอื่น ฯลฯ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ถูกอธิบายเอาไว้โดยผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับ  Apple Genius Bar ได้ให้รายละเอียดเอาไว้

ก่อนจะเริ่มหากใครที่ไม่เคยอ่านบทความนี้ลองอ่านที่ แก้ไข iOS 7 แบตหมดเร็ว ลองปรับตั้งค่าเหล่านี้ดู จากนั้นค่อยไปชม

8 ขั้นตอนการประหยัดแบตใน iPhone โดยอดีตผู้เชี่ยวชาญ Apple Genius

รายละเอียดเบื้องลึกส่วนที่เป็นปีกย่อยนั้นสามารถอ่านเต็มๆ ได้ที่นี่ ส่วนในบทความนี้ผมขอสรุปเอาหัวกะทิมาให้ได้กินกันเลยแล้วกันนะครับ

1. ปิด Location และ Background App Refresh ของ Facebook

Disable Location Service

ทั้งนี้ผู้เขียนแจ้งว่าตัวนี้แหละที่ส่งผลกระทบต่อแบตค่อยข้างมากจากการที่เขาได้ทดสอบและแนะนำกับผู้ใช้หลายๆ คนพบว่าช่วยได้เยอะมาก ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยนะว่าหากปิดไปแล้วเรื่องการเช็คอินนั้นก็ต้องเข้าไปเปิดกันอีกทีแหละไม่งั้นก็จะบอกว่าทำไมเช็คอินไม่ได้ แต่ว่ามันก็คุ้มนะคงไม่มีใครเช็คอินวันละ 100 ครั้งหรอกใช่ไหม ปิดมันเอาไว้ก็ดีครับถ้าไม่จำเป็น

วิธีการปิด Location service ของ Facebook ไปที่ Settings> Privacy> Location Services> Facebook ให้เป็นปิด (ทั้งนี้ว่าไปแล้วก็ปิดของแอปที่คิดว่าไม่จำเป็นด้วยก็จะดีมากๆ)

ส่วนการปิด Background App Refresh นั้นข้ามไปดูข้อที่ 2 ได้เลย

2. ปิด Background App Refresh สำหรับแอปที่ไม่ต้องการ

disable background app refresh

ฟีเจอร์ Background App Refresh ทำให้หน้าให้แอปที่ไม่ได้เปิดใช้งานนั้นดึงหรือว่าอัปเดตข้อมูลต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติ เช่น แอปบอกสภาพอากาศนั้นอาจจะมีอัปเดตทุกๆ  15 นาที หากเราเปิดแอปนี้แล้วกดปิดที่ออกมาที่ Home ตัวแอปก็จะหยุดการทำงานแต่ว่าอาจจะมีบางช่วงเวลาที่จะดึงข้อมูลบ้าง หากมีแบบนี้หลายๆ แอปก็จะทำให้เปลืองแบตโดยใช่เหตุ

ดังนั้นจึงนแนะนำให้ปิดฟีเจอร์ Background App Refresh ให้กับแอปที่ไม่ต้องการ วิธีการไปที่ Settings> General> Background App Refresh ทั้งนี้เลือกเอาไว้แอปไหนที่ต้องการปิดหรือเปิด ส่วนใครยากเห็นผลไวก็เลือก Background App Refresh ให้เป็นปิดทั้งหมดได้เลย

3. หยุดปิดแอปใน Multitasking

ios7-multitasking

อันนี้เป็นความรู้ใหม่เลย สรุปก็คือ แอปไหนที่ใช้งานบ่อยๆ เช่น Facebook, Line, Whatsapp, WeChat, Mail, Gmail, Music, Safari ฯลฯ เหล่านั้นหลังใช้เสร็จไม่ต้องปิดที่ Multitasking ออกไป เพราะว่ามันจะถูกแช่แข็ง(Freeze) โดย iOS ไม่ให้มันทำงานอยู่แล้ว เพราะอะไรทำแบบนี้ถึงไม่ดี

ผู้เขียนให้เหตุผลว่าทุกครั้งที่เปิดแอปข้อมูลจะโหลดเก็บลงที่ RAM ของเครื่องให้พร้อมใช้งาน หากปิดที่ Multitasking แล้ว ใช่! มันก็จะออกจาก RAM ไป แต่นึกสภาพว่าถ้าปิดทุกครั้งจาก Multitasking แล้วเปิดใหม่วนซ้ำๆ มันก็จะเขียนเข้า ลบออกจาก RAM เรื่อยๆ ซ้ำไปมาส่งผลให้แบตนั้นทำการมากกว่าที่ปล่อยมันไว้อยู่อย่างนั้น ทั้งนี้ iOS เองมันก็มีขบวนการการจัดการ RAM ของมันเองให้เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว

ดังนั้นแอปไหนที่ใช้บ่อยเปิดบ่อยไม่จำเป็นต้องปิดที่ Multitasking ให้เอาไว้แบบนั้นแหละ อาจจะไปปิดทีเดียวตอนกลางคืนการนอนเลยก็ได้ไม่ว่ากัน

จากข้อ 1-3 นี้ก็น่าจะช่วยได้เยอะแล้วนะ แต่ถ้าใครยังอยากไปต่อก็ไปที่ข้อถัดไปได้เลย

4. ปิด Push Email บางอัน

email push

ระบบ Push นั้นมีความสำคัญคือหากมีอีเมลใหม่ๆ ถูกส่งเข้ามาที่กล่องจดหมายผู้รับจะทราบทันทีโดยมีการแจ้งเตือนผ่านระบบ Notification ของ iOS แต่บางครั้งพบว่า Mail server บางตัวนั้นระบบ Push นี่แหละทำเอาแบตนั้นลดลงไปทันทีเพราะว่ามันอาจจะทำการเช็คอีเมลใหม่ให้เราตลอดเวลาทั้งที่ไม่จำเป็นเลย

ดังนั้นจึงอยากแนะนำว่าให้เลือกตั้งค่า Push ของอีเมลแต่ละบัญชีเช่น บางคนมีของ iCloud, Hotmail, Gmail หรือเมลอื่นๆ ก็ให้เลือกตั้งค่าเลือก Push ในแต่ละแบบดู อาจจะลองปิด Push ให้เปลี่ยนเป็นแบบ Fetch (การดึงช้อมูลเอง) แทน แล้วลองสังเกตดูว่ามันช่วยได้มากไหม แต่ละคนอาจจะให้ไม่เหมือนกันเพราะว่าเรื่องอีเมลนั้นของแต่ละคนก็สำคัญต่างกันอยู่แล้ว

5. ปิด Push Notifications สำหรับแอปที่ไม่ต้องการ

Screenshot 2014-04-08 23.25.47

Push Notification เป็นการแจ้งเตือนของแอปต่างๆ ให้เราได้ทราบ เช่น มีข้อความใหม่จาก Line, Facebook หรือว่าเกมส์ต่างๆ เหล่านั้นแจ้งมาเสมอๆ เพื่อเตือนหรือว่าดึงดูดความสนใจให้เราหันไปใช้งานเกมส์เหล่านั้น

แต่รู้ไหมว่า Push Notification  เหล่านั้นแหละก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แบตนั้นโดนกินไปไม่ได้น้อย จะดีกว่าไหมถ้าเราจะเลือกให้แอปที่เราต้องการทราบเท่านั้นแจ้งเตือน เช่น Gmail, Line, WeChat, Whatsapp เป็นต้น ส่วนพวกแอปหรือว่าเกมส์ไหนที่ไม่สนใจก็ปิดไม่ต้องให้มันมีปากเสียงแจ้งเตือนให้เราได้ทราบ นี่ก็เลยเป็นที่มาของเทคนิดนี้ครับ

เข้าไปที่ Settings>  Notification Center เลือกให้แอปที่ต้องการเท่านั้นแจ้งเตือน ที่เหลือก็ทยอยปิดได้เลย จุดนี้อาจจะช่วยไม่ได้มากแต่ว่าก็เสริมกันเข้าไป

6. ปิดตัวแสดงผล Battery Percentage

Screenshot 2014-04-08 23.00.39

อันนี้ไม่ใช่เรื่องตลกนะครับแต่มันลดความกังวลและความวิตกได้เยอะสุดๆ ครับ บางคนมักจะไปยึดติดอยู่กับตัวเลจมากจนเกินไปชนิดที่ว่าแบตลดลงแต่ละเปอร์เซนต์นี้ถึงกับหงุดหงิดจะปาเครื่องทิ้งก็มีเช่นกัน ง่ายๆ ครับทำใจและเข้าใจว่ายังไงซะมันก็ต้องลด(ถ้าไม่อยากให้ลดก็เสียบชาร์จตลอดเลย)  มันจะดีกว่าไหมถ้าเราปิดมันแล้วก็ค่อยดูการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ไม่ต้องมาคอยนั่งดูทุก 5 นาทีว่าลดลงไปแล้วเหลือกี่เปอร์เซนต์นั่นโน่นนี่ เพราะมันมีอะไรที่มีค่าและควรทำมากกว่าที่จะมานั่งจ้องว่า iPhone แบตลดไปแล้วกี่เปอร์เซนต์เหลือเท่าไหร่

ไม่ต้องกังวลเรื่องตัวเลขพยายามดูแค่ว่าวันๆ นึงนี่ใช้เพียงพอไหม (แบบที่ไม่ได้เล่นเกมส์จนเมามันส์) มีความสุขกับการใช้มากกว่ามีความทุกในการจ้องว่าแบตลดเสียดีกว่าไหม

7. ตรวจเช็คสภาพแบตที่ Apple Retail Store

apple-genius-bar

ทั้งนี้หากสงสัยว่าแบตนั้นทำงานดูแล้วแย่เกินทั้งๆ ที่ทำตามขั้นตอนด้านบนมาแล้วก็ยังใช้งานได้สั้นมากๆ เช่น ไม่เกิน 3 ชม. จาก 100% ก็เกือบหมดแล้วทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานเลย แบบนั้นแบตอาจจะเสื่อมจริงๆ ทั้งนี้สามารถนำเครื่องไปตรวจสอบสภาพแบตได้ (จุดนี้ผู้เขียนนั้นคงจะหมายถึงที่ Apple Retail Store ในเมืองนอกอย่างอเมริกาหรือที่อื่นๆ ที่สามารถเข้าไปคุยกับทาง Apple โดยตรงได้)

แต่ที่ไทยก็ต้องคุยกับทางศูนย์ที่เราซื้อมาหรือไม่ก็ทาง iStudio ที่จำหน่าย ซึ่งอาจจะมีวิธีการตรวจสอบให้ว่าแบตนั้นเสื่อมจริงหรือไม่ ถ้าเสื่อมจริงและเครื่องยังอยู่ในประกันก็เคลมได้ ส่วนถ้าหมดประกันก็ต้องหาทางออกกันต่อไป

8. เปิด Airplane Mode ในพื้นที่ที่สัญญาณโทรศัพท์ไม่มีหรือมีน้อย

Airplane mode

หากต้องอยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณโทรศัพท์นั้นน้อยมากๆ หรือว่าไม่มีเลยก็ควรที่จะเปิด Airplane Mode (หรือโหมดการบิน) ทั้งนี้ตัว iPhone จะได้ไม่ต้องค้นหาและพยายามจับสัญญาณกับเสาส่งสัญญาณนั้น เพราะว่าการทำแบบนั้นมันใช้พลังงานจากแบตค่อยข้างเยอะนะครับ ดังนั้นก็เปิดโหมดการบินซะเมื่อไร้คลื่นนะครับ ง่ายๆ ไปที่ Settings> Airplane Mode เลือกเป็น On 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางในการจัดการกับเรื่องแบตบน iPhone แหละนะที่ทาง Apple เข้าได้คำนวนแล้วก็ออกแบบมาให้เหมาะแล้วแหละอยู่ที่ว่าการใช้งานของแต่ละท่านนั้นจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้หากท่านใดของทำตามทั้งหมดแล้วรู้สึกว่ายังไม่โอเคเลย แนะนำว่าให้สำรองข้อมูลให้เรียบร้อยจากนั้นทำการ Restore iPhone ผ่าน iTunes แล้ว Setup as new iPhone ก่อนสักรอบ แล้วค่อยทำตามจากต้นจนจบ ผมว่าช่วยได้เยอะ

อ้างอิงข้อมูลจาก overthought.org เรียบเรียงและเพิ่มเติมโดย iPhonemod.net

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

ศิษย์เก่าวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม. ขอนแก่น ผู้ก่อตั้ง iPhoneMod.net ตั้งแต่ปี 2009
อดีต Dell Technical Support รู้จัก ​Apple เพราะ Macbook Pro และใช้ iPhone ตั้งแต่รุ่น 3G จนถึงปัจจุบัน

One Comment

  1. ปิดเครื่องเลย ง่ายกว่าครับ