Ray-Ban Meta Optics แว่นตาอัจฉริยะ ที่ใส่สบาย แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้น พร้อมฟีเจอร์ใหม่ ในราคาเริ่มต้นที่ 499 ดอลลาร์
Ray-Ban Meta Optics สวมใส่สบายขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงกว่าเดิม
จะเป็นอย่างไรถ้าแว่นสายตาของคุณสามารถเป็นแว่นตาอัจฉริยะได้ด้วย? และนั่นก็คือจุดประสงค์หลักของไลน์สินค้า “Optics” จากแว่นตา Ray-Ban ที่ทำร่วมกับ Meta แม้ว่าทางบริษัทจะรองรับการตัดเลนส์สายตากับกรอบแว่นหลายรุ่นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่การสั่งทำเลนส์สายตาโดยเฉพาะก็ยังไม่เคยเป็นจุดประสงค์หลักในการใช้งานจริงๆ
สำหรับไลน์สินค้า Optics นี้ Meta และ Essilor Luxottica ได้ปรับแต่งกรอบแว่น Ray-Ban รุ่นที่สอง (Gen 2) ให้เหมาะกับคนที่ “จำเป็น” ต้องใส่แว่นสายตามากขึ้น ไม่ใช่แค่ใส่เป็นแฟชัน กรอบแว่นรุ่นนี้มาพร้อมกับชิ้นส่วนที่ปรับแต่งได้เพิ่มเติม ทำให้มันมีความใกล้เคียงกับแว่นตาทั่วไปที่คุณสั่งตัดจากนักทัศนมาตร (จากต้นฉบับ ใช้คำว่า Eye Doctor แต่ดิฉันแปลว่า นักทัศนมาตรเพื่อเข้ากับบริบทของไทย) แต่ในแง่อื่นๆ ก็ยังคงความคล้ายคลึงกับสินค้า Gen 2 รุ่นอื่น ๆ

ที่มา: Engadget
ซึ่งผล ผลลัพธ์ที่ได้ คือแว่นตา Ray-Ban Meta ที่สวมใส่สบายที่สุดเท่าที่คุณ Bell เคยลองมา แต่ด้วยการเพิ่มการสังตัดค่าสายตา ทำให้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 499 ดอลลาร์ (ประมาณ 18,000 บาท) จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนักสำหรับคนส่วนใหญ่ เว้นแต่ว่าจะเป้นคนที่มีประกันสายตาค่อนข้างสูง หรือว่าเป็นแฟนพันธ์ของ Ray-Ban Meta และอยากได้แว่นที่ใส่ได้ตลอดทั้งวันในทุกๆ วัน การลงทุนครั้งนี้ก็อาจจะคุ้มค่า
ในฐานะที่คุณ Bell เป็นคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ แต่ก็สวมแว่นสายตาเป็นหลักในชีวิตประจำวัน แว่นตา Ray-Ban Meta ที่มาพร้อมเลนส์ใส (แต่ไม่ใช่เลนส์สายตา) ไม่ตอบโจทย์เธอเท่าไหร่นัก แต่ก็เข้าใจดี ว่าการมีเลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติ (Transition Lenses) จะได้ใช้ประโยชน์กับแว่นตาราคาแพงมากขึ้น แต่โดยส่วนตัวเธอชอบดีไซน์แบบแว่นกันแดดมากกว่า เพราะมันเหมาะกับสถานการณ์ที่จะหยิบแว่นตาอัจฉริยะขึ้นมาใส่มากที่สุด
แต่เธอมักจะสงสัยอยู่เสมอว่า จะรู้สึกต่างออกไปไหมถ้าฉันได้ใส่แว่นที่มีค่าสายตาของตัวเองจริง ๆ และหลังจากที่ได้สวม Ray-Ban Meta Optics เป็นแว่นตาหลักมาสองสัปดาห์ แต่ก็เริ่มเห็นถึงเสน่ห์ของมันแล้ว แว่นตารุ่นนี้มีความคล้ายคลึงกับกรอบแว่นรุ่นที่สองมาก แต่มีการอัปเกรดบางอย่างที่ช่วยให้สวมใส่ได้ง่ายและสบายขึ้นตลอดทั้งวัน
มีฟีเจอใหม่ดังนี้
-
แป้นจมูกที่เปลี่ยนได้: สำหรับไลน์ Optics นี้ Meta ได้เปลี่ยนให้แป้นจมูกด้านในสามารถถอดเปลี่ยนได้ เพื่อให้สวมใส่ได้กระชับมากขึ้น โดยมีให้เลือก 3 แบบ คือ High bridge fit (จมูกโด่ง) , Universal Fit (ใช้ได้ทั่วไป) และ Low Bridge fit (สันดั้งต่ำ)
-
สวมใส่สบายขึ้น: กรอบแว่นทรง “Scriber” มีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับบางกลุ่ม แต่สามารถเกาะบนหน้าได้ดีกว่า Wayfarers Gen 2 ปลายขาแว่นยังสามารถดัดให้เข้ารูปได้ (ที่ร้าน Meta Store หรือร้านแว่นตา) เพื่อให้ใส่ได้พอดี บานพับที่กางออกได้กว้างพิเศษช่วยในเรื่องความสบายโดยรวมได้มาก เพื่อให้แว่นไม่บีบหู
- ดีไซน์ที่ธรรมชาติ: กรอบแว่นที่ดูเรียบเนียนและกลมกลืนมากกับแว่นธรรมดาขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ที่ Meta ทำโทนสีดูเป็นธรรมชาติกว่าสไตล์สีสันฉูดฉาดหรือสีเข้มจัดที่ในไลน์อื่นๆ
- ปรับปรุงการใช้งานแบตเตอรี่ : ตัวเก่ามีแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 8 ชั่วโมง แต่กรอบแว่นรุ่น Blayzer และ Scriber นั้นถูกประเมินไว้ที่มากกว่า 8 ชั่วโมง
- ปุ่ม Action Button ตัวใหม่: เพิ่มปุ่ม Action Button ซึ่งเป็นปุ่มพิเศษเล็กๆ ที่อยู่ตรงปลายของปุ่มควบคุมการถ่ายภาพหลัก ทำหน้าที่เป็นทางลัดสำหรับคำสั่งที่ใช้บ่อย เช่น “อ่านข้อความล่าสุดของฉัน”

- ขับเคลื่อนด้วยโมเดล AI รุ่นใหม่: ขับเคลื่อนด้วยโมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Muse Spark ขับเคลื่อนด้วยโมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Muse Spark ข้อดี สามารถพูดแทรกได้ หมายความว่า Meta ได้ขยายระยะเวลาที่ระบบผู้ช่วยจะ “ฟัง” ต่อไปหลังจากที่คุณหยุดพูด Meta AI ยังคงทำงานต่อเนื่องไปเต็มๆ ถึง 20 วินาที
ราคาเริ่มต้นสำหรับกรอบแว่นตระกูล Optics คือ 499 ดอลลาร์ แต่การเพิ่มเลนส์สายตาเข้าไปอาจทำให้ราคาพุ่งขึ้นเกือบสองเท่า โดยราคาที่คุณ Bell ใช้ อยู่ที่ 700 ดอลลาร์ (ประมาณ 25,000 บาท) มันรู้สึกว่าแพงมากๆ สำหรับแว่นตาเพียงอันเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าค่าสายตาของคุณมักจะเปลี่ยนทุกปี

ซึ่งหากประเมินจากปัจจัยอื่น ๆ อย่างการที่การใช้แว่น Meta ในสหรัฐ จะไม่เก็บไฟล์ไว้ในคลาวด์อีกต่อไป ข้อมูลที่ใช้ เมื่อคุณใช้ฟีเจอร์วิเคราะห์สิ่งรอบตัว เท่ากับคุณอนุญาตให้บริษัทนำภาพนั้นไปฝึกฝนโมเดล AI ของตน และ เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานว่า Meta กำลังพิจารณาเพิ่มระบบจดจำใบหน้าเข้าไปในแว่นตา แม้ Meta จะบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่เรื่องนี้ก็ยิ่งสุมไฟให้กับแนวคิดที่ว่า การซื้อแว่นตารุ่นนี้ก็เหมือนกับการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในรัฐที่มีการสอดแนม (Surveillance state)
และการใส่แว่นนี้อาจถูกหลายคนเหมารวมว่า อาจเป็นกลุ่มคนที่ใช้ในทางที่ไม่ดี ซึ่งอาจดูไม่คุ้มกับเงิน 700 ดอลลาร์ สุดท้ายแล้วการจะซื้อหรือไม่ ก็เป็นเพียงความพอใจของผู้ใช้เท่านั้นเอง
ที่มา: Engadget

