วิธีดูแล iPhone เปียกน้ำ หรือมีฝุ่น พร้อมขั้นตอนที่ถูกต้อง และข้อควรหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์
iPhone เปียกน้ำ ควรทำอย่างไร
หาก iPhone สัมผัสของเหลว (โดยเฉพาะของเหลวที่ไม่ใช่น้ำเปล่า) ให้ล้างบริเวณที่โดนด้วยน้ำสะอาดทันที จากนั้นเช็ดตัวเครื่องด้วยผ้านุ่มที่ไม่เป็นขุย เช่น ผ้าเช็ดเลนส์
ก่อนเปิดถาดใส่ซิม ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องแห้งสนิทแล้ว
วิธีช่วยให้เครื่องแห้งอย่างถูกต้อง:
- คว่ำด้านพอร์ต Lightning หรือ USB-C ลง
- เคาะเบา ๆ เพื่อไล่น้ำออกจากภายใน
- วางไว้ในที่แห้งและมีอากาศถ่ายเท
- สามารถใช้พัดลมเป่าให้ลมเข้าที่พอร์ตโดยตรงได้
ข้อควรหลีกเลี่ยง
- ห้ามใช้ความร้อน เช่น ไดร์เป่าผม
- ห้ามใส่วัตถุ เช่น สำลีก้าน หรือกระดาษ เข้าไปในพอร์ต
หมายเหตุ: iPhone XS, iPhone XS Max, iPhone XR และใหม่กว่าจะมีระบบแจ้งเตือนเมื่อพบความชื้นในพอร์ตเชื่อมต่อ
iPhone แต่ละรุ่น ทนน้ำ ระดับใดบ้าง เช็กที่นี่
หาก iPhone เปียกน้ำสามารถชาร์จได้หรือไม่
หากเครื่องยังมีความชื้นอยู่:
- ห้ามเสียบสายชาร์จหรือใช้อุปกรณ์เสริม
- ควรรออย่างน้อย 5 ชั่วโมง หรือจนกว่าเครื่องจะแห้งสนิท
การชาร์จแบบไร้สาย:
- เช็ดเครื่องให้แห้งก่อน
- ตรวจสอบว่าไม่มีความชื้นหลงเหลือก่อนวางบนแท่นชาร์จ
หากลำโพงหรือไมโครโฟนเสียงไม่ชัดหลังเปียกน้ำ
อาจเกิดจากน้ำค้างอยู่ภายในพอร์ตลำโพงหรือไมโครโฟน
วิธีตรวจสอบและแก้ไข:
- วาง iPhone โดยให้ด้านลำโพงคว่ำลงบนผ้านุ่ม
- ตรวจสอบว่ามีน้ำหยดออกมาหรือไม่
- ปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติจนกว่าน้ำจะระเหยหมด
น้ำที่ค้างอยู่ภายในอาจทำให้คุณภาพเสียงลดลงชั่วคราว
หาก iPhone มีฝุ่นเกาะ ควรทำอย่างไร
กรณีมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรก:
- ใช้ผ้านุ่มที่ไม่เป็นขุยเช็ดทำความสะอาด
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีฝุ่นก่อนเปิดถาดซิม
ข้อควรหลีกเลี่ยง:
- ห้ามใช้สารเคมีทำความสะอาด
- ห้ามใช้อากาศอัด (compressed air)
หาก iPhone เสียหายหรือเปิดไม่ติด ควรทำอย่างไร
หาก iPhone เปียกน้ำแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น เปิดไม่ติด หน้าจอไม่แสดงผล หรือใช้งานไม่ได้ ให้ดำเนินการดังนี้:
- หยุดใช้งานทันที และอย่าพยายามเปิดเครื่องซ้ำ
- ห้ามเสียบสายชาร์จหรือเชื่อมต่ออุปกรณ์ใด ๆ
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องแห้งสนิทอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- หากยังเปิดไม่ติด ให้ติดต่อศูนย์บริการหรือผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต
- หลีกเลี่ยงการแกะเครื่องเอง เพราะอาจทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น
เมื่อ iPhone เสียหายจากน้ำ เคลม AppleCare ได้หรือไม่
AppleCare ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากน้ำ แต่ถ้าหากมี AppleCare+ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายกรณีเครื่องเสียหายจากอุบัติเหตุ เช่น น้ำเข้าเครื่องได้

สิ่งที่ควรรู้:
- AppleCare+ ครอบคลุมความเสียหายจากอุบัติเหตุ (รวมถึงของเหลว) โดยมีค่าบริการเพิ่มเติมตามเงื่อนไข
- สามารถเข้ารับบริการซ่อมหรือเปลี่ยนเครื่องได้ในราคาที่ถูกกว่าการซ่อมปกติ
- แนะนำให้ติดต่อศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตของ Apple โดยตรง
ข้อแนะนำ:
- หากเครื่องมีอาการหลังโดนน้ำ ควรรีบตรวจเช็กทันที
- อย่ารอจนเครื่องเสียหายหนัก เพราะอาจกระทบค่าใช้จ่ายและโอกาสซ่อมได้
