ใน , ,

ซัพพลายเออร์ชิปหน่วยความจำ เริ่มได้เปรียบ Apple หลังความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI พุ่งสูง

ซัพพลายเออร์ชิปหน่วยความจำ เริ่มมีอำนาจต่อรองเหนือ Apple หลังวิกฤตชิปขาดแคลนจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้ Apple ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรุ่น

ซัพพลายเออร์ชิปหน่วยความจำ เริ่มได้เปรียบ Apple หลังความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI พุ่งสูง

The Wall Street Journal รายงานว่า ซัพพลายเออร์หน่วยความจำแบบแฟลช ที่เคยถูก Apple กดดันในอดีต กำลังกลับมามีอำนาจต่อรองเหนือ Apple ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำอย่างรุนแรง ซึ่งมีต้นเหตุมาจากบริษัทด้าน AI ทั่วโลกกำลังเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้หน่วยความจำแบบแฟลชและ RAM ปริมาณมหาศาล

อำนาจต่อรองในอดีตของ Apple ก่อนเข้าสู่ยุค AI

นับตั้งแต่ความนิยมของ iPhone พุ่งสูงขึ้น Apple ได้กลายมาเป็นผู้ซื้อหน่วยความจำแบบแฟลชรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้บริษัทมีอำนาจต่อรองมหาศาลในการเจรจาการค้า และนำไปสู่การใช้กลยุทธ์จัดซื้อที่เข้มงวด โดยในอดีต Tony Blevins อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของ Apple เคยใช้แนวทางกดดันอย่างหนักหลายรูปแบบ

รายงานระบุว่า หลังจากที่สั่งซื้อหน่วยความจำแฟลชในราคาที่ต่ำมากแล้ว Apple มักจะปฏิเสธการรับมอบสินค้าหากราคาแฟลชในตลาดปรับตัวลดลง ทำให้ซัพพลายเออร์ต้องแบกรับสต็อกชิปที่ขายไม่ออกจำนวนมาก รวมถึงชิปที่สั่งผลิตขึ้นมาเฉพาะสำหรับ Apple จนผู้บริหารของ Kioxia บริษัทในญี่ปุ่นที่เคยใช้ชื่อเดิมว่า Toshiba Memory Corporation เปรียบเทียบตนเองว่ารู้สึกเหมือน Charlie Brown ที่พยายามวิ่งเตะฟุตบอล แต่ถูก Lucy ดึงลูกบอลหนีตลอดเวลา

นอกจากนี้ Apple ยังเคยกดดันให้ผู้ผลิตชิปเปิดเผยบัญชีเพื่อติดตามยอดขาย และป้องกันไม่ให้ลูกค้ารายอื่นได้ราคาที่ดีกว่า

อีกหนึ่งกรณีเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2015 เมื่อ Sandisk ปฏิเสธคำขอของ Apple ในการจัดส่งชิปเพิ่มเติม เนื่องจากมีลูกค้ารายอื่นพร้อมจ่ายในราคาที่สูงกว่า ส่งผลให้ Blevins ข่มขู่พนักงานขายของ Sandisk ว่าจะทำให้ Sanjay Mehrotra ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Sandisk ต้องยอมคุกเข่าคลานกลับมาหา Apple ในขณะที่ซัพพลายเออร์รายอื่นอย่าง SK Hynix และ Samsung ไม่ได้ถูกระบุพฤติกรรมในรายงาน

ผลกระทบจากกระแส AI และการปรับขึ้นราคาสินค้า

สถานการณ์เริ่มพลิกผันเมื่อเข้าสู่ยุคของ AI โดย TechInsights ประเมินว่า เมื่อ 2 ปีก่อน Apple เคยสั่งซื้อหน่วยความจำแบบแฟลชเกือบ 2 เท่าของยอดสั่งซื้อรวมกันจาก Microsoft, Amazon, Meta และ Google แต่ในปัจจุบัน กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่หรือ Hyperscalers กลับสั่งซื้อหน่วยความจำเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ายอดของ Apple ถึง 2 เท่า

ผลพวงจากการเสียเปรียบด้านต้นทุนนี้เริ่มส่งผลถึงผู้บริโภคโดยตรง โดย Apple ได้ปรับขึ้นราคาสินค้ามากกว่า 10 รุ่นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, HomePod, Apple TV และสินค้าอื่นๆ ซึ่งบริษัทให้เหตุผลว่าเป็นผลพวงจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ ขณะที่ Tim Cook อดีตซีอีโอของ Apple เคยระบุว่าการปรับขึ้นราคานั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตาม Apple ยังได้รับผลกระทบต่อกำไรด้วยเช่นกัน เนื่องจากราคาขายที่สูงขึ้นอาจทำให้ความต้องการสินค้าชะลอตัวลง รวมถึงกระทบต่ออัตรากำไรจากการอัปเกรดความจุ โดย TechInsights ประมาณการว่า Apple ได้กำไรขั้นต้น 134 ดอลลาร์ จากการที่ลูกค้าจ่ายเงิน 200 ดอลลาร์ เพื่ออัปเกรด iPhone 18 Pro จากความจุ 256GB เป็น 512GB ซึ่งลดลงจากกำไร 185 ดอลลาร์ ที่เคยได้รับจากการอัปเกรดในระดับเดียวกันบน iPhone 17 Pro เมื่อปีที่ผ่านมา

ทางด้านโฆษกของ Apple ได้ชี้แจงกับ The Wall Street Journal ว่า บริษัทได้ร่วมงานกับซัพพลายเออร์หลายรายมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และให้คุณค่ากับความร่วมมือตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมหวังว่าจะได้ร่วมงานสำคัญกันต่อไป

ทั้งนี้ ในการแถลงผลประกอบการล่าสุด SK Hynix ได้คาดการณ์ว่าภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2030 ซึ่งหมายความว่าความได้เปรียบในการเจรจาอาจยังไม่กลับมาเข้าทาง Apple อีกอย่างน้อย 4 ปีข้างหน้า

ที่มา: MacRumors

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Thitirath Kinaret

เต้นท์ iMoD : ป.ตรี วิศวกรรมซอฟต์แวร์ ป.โท บริหารธุรกิจ ม.พายัพ ชอบความสวยงามแบบเรียบง่าย ตามแบบฉบับของ Apple @Contact : facebook.com/tentzy