, , ,

MacBook Air (2018) กับ MacBook Pro ต่างกันอย่างไร มีอะไรเพิ่มเข้ามา


Macbook Air 2018 Compare Macbook Pro

หลังจากเปิดตัว MacBook Air (2018) สร้างความฮือฮาในหมู่สาวกพอสมควร เนื่องจากสเปกเดิมที่แทบไม่ค่อยอัปเดตนอกจากการเพิ่มสัญญาณนาฬิกา (GHz) รวมถึงหน้าตาไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ Steve Jobs เปิดตัวรุ่นแรกในปี 2008 และอาจพูดได้ว่าในครั้งนี้ MacBook Air (2018) เป็นการปิดตำนานโมเดลเดิมไปเลยก็ว่าได้

ย้อนความหลังกับ MacBook Air

Macbook Air

ก่อนอื่นเรามาย้อนความหลังกันก่อนเกี่ยวกับ MacBook Air ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าตั้งแต่เปิดตัวในปี 2008 จนถึง 2017 แทบไม่มีอะไรเปลี่ยน ซึ่งการดูจากภายนอกหากวางทิ้งไว้จะเป็นเรื่องยากมาก ในการแยกรุ่นแต่ละปีออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดหรือน้ำหนักเหมือนเดิมทั้งหมด (จะมีโมเดลแรกที่ดูต่างหน่อย แต่ภาพรวมก็ยังคล้ายกันอยู่ดี)

ในช่วงแรก MacBook Air ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “คอมพิวเตอร์พกพาที่เบาที่สุด” และมีสเปกรองลงมาจาก MacBook Pro ที่น้ำหนักเยอะ แต่เน้นประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในทุกด้าน และหลังจากปี 2016 เท่ากับว่า MBP ไม่หนักเหมือนอดีตแล้ว MBA จึงทำหน้าที่เป็นโน้ตบุ๊กราคาถูก เพื่อเจาะกลุ่มนักศึกษาไปโดยปริยาย

เท่านั้นยังไม่พอการเปิดตัว MacBook 12″ ในปี 2015 ซึ่งเบายิ่งกว่าจนทำให้ MBA แทบไม่มีที่ยืน (โชคดีคือมันแพงกว่ามาก แถมยังใช้ Intel Core M ที่ช้าเป็นพิเศษ) และในวันนี้ก็ถึงเวลาหาจุดยืนให้กับ MBA อีกครั้ง ในฐานะที่มันคือโน้ตบุ๊กคุ้มค่าราคาประหยัด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ยังมองว่า MBP แพงเกินไป

MacBook Air (2018) กับ MacBook Pro ต่างกันอย่างไร

Macbook Air

หน้าจอ

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 13.3″ ที่เป็น Retina เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ MBA เป็นหน้าจอแบบ IPS ที่รองรับ sRGB แถมยังให้ความสว่างเพียงแค่ 300 นิต ตรงข้ามกับ MBP ที่รองรับขอบเขตสีกว้าง P3 (เป็นมาตรฐานเดียวกับ iPhone X และอุปกรณ์ใหม่ของ Apple) และให้ความสว่างถึง 500 นิต

ประสิทธิภาพ

MBA พึ่งเปิดตัวจึงได้หน่วยประมวลผลที่สดใหม่ Intel Core i5 Gen 8 ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็น Dual-core แบบเดียวกับ MBP เองก็ตาม และถึงแม้ผลทดสอบจะยังไม่ออก แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าไม่น่าจะหนีกันมาก (ดีไม่ดี MBP เร็วกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ)

ส่วนกราฟิกก็เป็น Intel UHD Graphics 617 (MBA) และ Intel Iris Plus Graphics 640 (MBP) ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว MBP ยังเร็วกว่าเล็กน้อย ส่วนสุดท้ายคือ RAM LPDDR3 และ SSD ทั้งคู่ยังคงเป็นรุ่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่แตกต่างกัน และอัปเกรดได้สูงสุดต่างกันเล็กน้อย

ขนาดและน้ำหนัก

ส่วนที่หนาที่สุดทั้งคู่ต่างกันประมาณครึ่งเซนติเมตร แต่ส่วนที่บาง (รวมถึงขนาดส่วนใหญ่) ยกให้ MBA ชนะอย่างขาดลอย ส่วนเรื่องน้ำหนัก MBA อยู่ที่ 1.25 กก. และ MBP อยู่ที่ 1.37 กก. ต่างกันประมาณหนึ่งขีด นอกจากนี้ยังมีจุดตัดกันที่เรื่อง “อะแดปเตอร์” เนื่องจากของ MBA ใช้ไฟน้อยกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ที่ 30 วัตต์ จึงสามารถใช้อะแดปเตอร์แปลงไฟ USB‑C ที่ตัวเล็กและเบากว่า

แบตเตอรี่

แน่นอนว่า MBA มีสัญญาณนาฬิกาที่เริ่มต้นเพียง 1.6GHz แถมยังมีหน้าจอที่ความสว่างน้อยกว่า จึงทำให้ประหยัดไฟได้มากกว่า โดยสามารถใช้งานเล่นเว็บไซต์ได้ 12 ชั่วโมง ฟังเพลงได้ 13 ชั่วโมง ตรงข้ามกับ MBP ที่อยู่ได้เพียง 10 ชั่วโมง (แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังนับว่านานอยู่ดี)

คุณสมบัติอื่น

รายละเอียดปลีกย่อยทั้งสองรุ่นแทบจะเหมือนกันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต Thunderbolt 3 (USB-C) จำนวน 2 พอร์ต, Wi-Fi มาตรฐาน 802.11ac, เทคโนโลยีไร้สาย Bluetooth 4.2, กล้อง FaceTime HD จะต่างกันเพียงแค่ MBP รุ่นเริ่มต้นได้ลำโพงที่ดีกว่า MBA แต่แลกกับการมีไมค์แค่สองตัว ในขณะที่ MBA ได้ไมค์สามตัว แถมยังมี Touch ID ให้ใช้งาน

ราคา

MBA มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 42,900 บาท และ MBP มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 47,900 บาท (ห่างกันห้าพันบาท) บางคนอาจเลือกบวกเงินเพื่อใช้ตัวโปร แต่บางคนอาจเลือกซื้อตัวแอร์ จากนั้นเเก็บส่วนต่างไว้อัปเกรด RAM หรือ SSD ซึ่งกรณีนี้ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนครับ

สรุป

หากคุณต้องการความคล่องตัวและพกพา เราขอแนะนำให้ซื้อ MBA ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยก็ตาม แต่หากคุณถือ MBP อยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแต่อย่างใด (เพราะน้ำหนักและขนาดใกล้กันมาก) แต่หากคุณอยากได้จอคุณภาพสูงดูแล้วสีไม่เพี้ยนมาตรฐานเดียวกับมืออาชีพ เราขอแนะนำให้คุณซื้อ MBP จะดีกว่า แถมยังได้ประสิทธิภาพที่เร็วกว่านิดหน่อย

ที่มา – apple.com

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

Written by yugioh2500

หากตรงไหนแปลหรือเขียนผิดสามารถชี้แนะได้ครับ
ติดต่อ-สอบถาม-พูดคุย-แลกเปลี่ยนกันได้ที่
Twitter: @yugioh2500