Google Health 5.11 ปล่อยอัปเดตในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่สำหรับอุปกรณ์ติดตามของ Fitbit และ Pixel Watch
Google Health 5.11 ปล่อยอัปเดตฟีเจอร์ Health Guardian ตรวจจับการออกกำลังกาย และติดตามการนอนดีขึ้น

ระบบตรวจจับกิจกรรมอัตโนมัติรองรับได้สูงสุด 100 ชนิด
ระบบตรวจจับกิจกรรมอัตโนมัติที่ได้รับการปรับปรุงใหม่พร้อมใช้งานแล้วสำหรับ Fitbit Air, Pixel Watch 3, 4 และ 5 โดย Fitbit Edge จะได้รับการรองรับในวันเปิดตัว 27 ต.ค. นี้
การอัปเดตนี้ขยายขอบเขตการตรวจจับกิจกรรมที่อุปกรณ์ Fitbit หรือ Pixel Watch สามารถตรวจจับได้จากเดิม 10 ชนิด เพิ่มเป็นสูงสุด 100 ชนิด ครอบคลุมการฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) การว่ายน้ำ กีฬาที่ใช้แร็กเกต และกีฬาประเภททีม
ระบบยังทำงานด้วยการประมวลผลเชิงบริบท โดยนำข้อมูลแวดล้อมมาพิจารณามากขึ้น ทั้งกิจวัตรการออกกำลังกาย ข้อมูลย้อนหลัง และการแก้ไขด้วยตนเองของผู้ใช้ ส่งผลให้ตรวจจับได้แม่นยำขึ้นเกือบ 2 เท่า และลดโอกาสการพลาดการบันทึกการออกกำลังกายลงได้มากกว่าครึ่ง
นอกจากนี้กิจกรรมที่มีระยะเวลาถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กำหนด ซึ่งค่าเริ่มต้นอยู่ที่ 15 นาที และมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะได้รับการบันทึกโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งสรุปข้อมูลไปยังแอป Google Health โดยทั่วไปภายใน 30 นาที และเมื่อผู้ใช้ยืนยันหรือแก้ไขกิจกรรม ระบบจะเรียนรู้รูปแบบเฉพาะตัวเพื่อนำไปปรับปรุงการคาดการณ์ในอนาคต
สมาชิก Google Health Premium ได้ฟีเจอร์ Health Guardian ใหม่
Fitbit Air และ Edge ได้รับฟีเจอร์ Health Guardian ใหม่ 2 รายการสำหรับผู้สมัครสมาชิก Google Health Premium โดยสามารถตั้งค่าแนวโน้มความดันโลหิตและแนวโน้มภาวะดื้อต่ออินซูลินได้แล้ว และจะมีรายงานฉบับแรกพร้อมให้ดูในช่วงต้นเดือน พ.ย.
แนวโน้มความดันโลหิตช่วยให้ติดตามรูปแบบความดันโลหิตก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อหัวใจ โดยจะเปิดให้ใช้งานในส่วน Health Guardian ใต้แท็บ Health หากสวมใส่ Fitbit Air ติดต่อกันตั้งแต่ 5 วันขึ้นไปในเดือน ต.ค.

ส่วนแนวโน้มภาวะดื้อต่ออินซูลินที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพระบบเผาผลาญในแต่ละเดือน จะพร้อมใช้งานหากสวมใส่นาฬิกาตั้งแต่ 7 วันและ 7 คืนขึ้นไปในเดือน ต.ค.
ปรับปรุงการแสดงค่าน้ำตาลและเชื่อมต่อข้อมูลได้เร็วขึ้น
คำเรียกค่าน้ำตาลในเลือดได้เปลี่ยนเป็น Glucose ทั่วทั้งแอป Google Health พร้อมอัปเดตกราฟและแผนภูมิใหม่ ผู้ใช้สามารถตั้งเป้าหมายช่วงเวลาที่ค่าน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ (Time-in-range) ได้เอง สำหรับข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าไปที่ส่วน Metabolic ในแท็บ Health เลือก Glucose จากนั้นไปที่ Settings แล้วเลือก Set goal
ระบบยังรองรับการซิงก์ข้อมูลที่เร็วขึ้นกับ Lingo by Abbott เฉพาะในสหรัฐฯ โดยสามารถเชื่อมต่อเข้ากับแอป Google Health ได้โดยตรง ทำให้ข้อมูลแสดงผลได้ภายใน 30 นาทีหลังการตรวจวัด และสำหรับสมาชิก Google Health Premium ระบบ Google Health Coach จะสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มค่าน้ำตาลได้ ซึ่งตั้งค่าเชื่อมต่อได้โดยแตะไอคอนโปรไฟล์ในแอป Google Health แล้วเลือก Partner Apps
ปรับปรุงระบบติดตามการนอนหลับให้แม่นยำยิ่งขึ้น
ระบบติดตามการนอนหลับได้รับการปรับปรุงทั้งการตรวจจับการตื่น และการแก้ไขข้อมูลงีบหลับ โดยนำข้อมูลจำนวนก้าวมาคำนวณร่วมด้วย เพื่อให้ตรวจจับการตื่นนอนระยะสั้น เช่น การลุกไปเข้าห้องน้ำ ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถจัดการข้อมูลการนอนหลับได้สะดวกขึ้น หากมีข้อมูลการงีบหลับที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงปรากฏขึ้น สามารถกดลบออกได้โดยตรงจากการ์ดแสดงการงีบหลับ
Google Health เวอร์ชัน 5.11 พร้อมให้อัปเดตแล้วบน iOS และกำลังทยอยปล่อยอัปเดตให้ผู้ใช้ Android
ที่มา: 9to5Google