in , ,

7 สิ่งที่ควรทราบ เมื่อเปลี่ยนมาใช้ iPhone 12

ช่วงนี้ยังคงเป็นช่วงที่หลายคนกำลังรอรับเครื่อง iPhone 12 mini, iPhone 12, iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max กันอยู่ และก็ยังมีหลายคนที่กำลังตัดสินใจจะซื้อหรืออัปเกรดจาก iPhone รุ่นเดิมมาใช้ iPhone 12 มาดูว่าสิ่งที่เราควรทราบนั้นมีอะไรบ้าง

7 สิ่งที่ควรทราบ เมื่อเปลี่ยนมาใช้ iPhone 12

1. ไม่มีหัวชาร์จและหูฟังใส่มาให้ในกล่อง

ในกล่องของ iPhone 12 ทุกรุ่นจะไม่มีหัวชาร์จและหูฟังให้มาจะมีเพียงตัวเครื่อง iPhone 12, สายชาร์จ USB-C to Lightning และคู่มือการใช้งานเท่านั้น ดังนั้นใครที่ซื้อ iPhone 12 เป็นเครื่องแรกและไม่มีหัวชาร์จ USB-C ก็จะต้องหาซื้อหัวชาร์จ USB-C ใหม่ ซึ่งของ Apple ก็วางขายในราคา 690 บาท เป็นหัวชาร์จ USB-C ขนาด 20W

ส่วนใครที่เคยใช้ iPhone รุ่นเก่าก็คงจะมีหัวชาร์จ 5W พร้อมสาย USB to Lightning ที่ติดมาพร้อมกล่อง iPhone เครื่องเดิมอยู่แล้ว สามารถชาร์จได้แต่ไม่ใช่การชาร์จเร็ว ทางที่ดีแนะนำว่าให้หาซื้อหัวชาร์จใหม่ที่เป็นหัวชาร์จ USB-C 20W เพื่อใช้งานกับสายชาร์จ USB-C to Lightning ที่มาพร้อมกล่อง ก็จะได้รับประสบการณ์การชาร์จเร็วที่ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ หลังจากที่มีการวางขาย iPhone 12 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา iPhone รุ่นอื่น ๆ ที่ยังวางขายอยู่ใน Apple Store ก็ไม่มีหัวชาร์จและหูฟังใส่มาให้ในกล่องเช่นกัน หากเรายังไม่มีหัวชาร์จก็ต้องหาซื้อใหม่เช่นกัน

ส่วนหูฟังนั้น เดิมทีใน iPhone รุ่นก่อน ๆ Apple จะใส่หูฟัง EarPods มาให้ด้วย เป็นหูฟังแบบมีสาย แต่ในกล่อง iPhone 12 (รวมถึงรุ่นที่วางขายปัจจุบัน) ไม่มีหูฟังมาให้แล้ว ดังนั้นถ้าหากเรายังไม่มีหูฟังมาก่อนก็ต้องหาซื้อเพิ่ม ถ้ามองหาหูฟังแบบมีสายก็คงต้องซื้อหูฟังที่มีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ Lightning แต่ถ้าหากเป็นพอร์ต 3.5 มม. ก็คงจะต้องซื้ออะแดปเตอร์ Lightning เป็นช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มม. มาเชื่อมต่อ

ทางที่ดีถ้าใครยังไม่มีหูฟังแนะนำว่าซื้อหูฟังแบบไร้สายมาใช้งานก็อาจจะสะดวกกว่า ไม่ว่าจะเป็น AirPods, AirPods Pro, หูฟัง Beats และหูฟังไร้สายของแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย แล้วแต่ความชื่นชอบ

2. ใช้เคสสำหรับ iPhone 12 โดยเฉพาะ

สำหรับผู้ทื่เคยใช้งาน iPhone 11, iPhone 11 Pro หรือ iPhone 11 Pro Max มาก่อน แล้วอัปเกรดไปใช้งาน iPhone 12, iPhone 12 Pro หรือ iPhone 12 Pro Max จะต้องซื้อเคสใหม่สำหรับ iPhone 12 โดยเฉพาะ เนื่องจากไม่สามารถใช้เคสร่วมกันได้เลย [ดูเพิ่มเติม]

เพราะขนาดของตัวเครื่องไม่เท่ากัน ส่วนพื้นที่กล้องก็ไม่เท่ากัน รวมถึงดีไซน์ของตัวเครื่องที่แตกต่างกันด้วย จึงทำให้ไม่สามารถใช้เคสด้วยกันได้ ดังนั้นก่อนจะเลือกซื้อเคสควรตรวจสอบรุ่นให้ดีก่อนนะคะ

ส่วนรุ่นที่สามารถใช้งานเคสร่วมกันได้คือ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro เนื่องจากทั้งสองรุ่นมีขนาดหน้าจอและตัวเครื่องเท่ากัน รวมถึงส่วนกล้องด้านหลังก็เท่ากันด้วย จึงสามารถใช้เคสร่วมกันได้ ส่วน iPhone 12 mini และ iPhone 12 Pro Max จะต้องใช้เคสที่มีขนาดเฉพาะของแต่ละรุ่นเท่านั้น

3. ต้องใช้แพ็กเกจ 5G กับเครือข่ายที่รองรับ

iPhone 12 ทุกรุ่นมาพร้อมกับการรองรับระบบ 5G และเครือข่ายมือถือในประเทศไทยก็เริ่มเปิดให้บริการสัญญาณ 5G แล้ว ดังนั้นถ้าหากเราซื้อหรืออัปเกรดมาใช้ iPhone 12 แนะนำว่าให้เราเปลี่ยนหรือซื้อพร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่รองรับ 5G ด้วย

ถ้าหากเรายังใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตแพ็กเกจ 3G/4G เราก็จะไม่ได้สัมผัสประสบการณ์อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น ดังนั้นเมื่อเราใช้สมาร์ตโฟนที่รองรับ 5G แล้ว ก็ควรที่จะใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่เป็น 5G ด้วย ซึ่งแนะนำว่าให้ใช้แพ็กเกจแบบ Unlimited เพื่อการใช้งาน 5G ที่เต็มประสิทธิภาพ

4. ท่าทางการและวิธีใช้งานใหม่ สำหรับคนย้ายมาจากรุ่นมีปุ่มโฮม

สำหรับใครที่ใช้งาน iPhone รุ่นที่มีปุ่มโฮม เช่น iPhone 7, iPhone 8 ก็อาจจะต้องเรียนรู้กับท่าทางการใช้งานและวิธีการใช้งานแบบใหม่

อย่างเช่น การออกจากแอป, การปัดเพื่อเรียก Control Center, การกลับมาหน้าโฮม, การใช้งานกล้องและฟังก์ชันต่าง ๆ สามารถเรียนรู้วิธีการปัดต่าง ๆ ได้ [ที่นี่] หรือจะชมพื้นฐานการใช้งาน iPhone 12 ได้ตามคลิปด้านล่างนี้นะคะ

นอกจากนี้การยืนยันตัวตนเพื่อปลดล็อคเครื่องสำหรับ iPhone รุ่นที่ไม่มีปุ่มโฮม (ตั้งแต่ iPhone X เป็นต้นไป) เราจะใช้วิธีการสแกนใบหน้าหรือปลดล็อคด้วย Face ID ซึ่งแทนการใช้งานแบบเดิมที่สแกนลายนิ้วมือ Touch ID ก็อย่าลืมไปตั้งค่า Face ID กันด้วยนะคะ

เพิ่มเติม

5. สะดวกมากขึ้นด้วยที่ชาร์จ MagSafe

ที่ชาร์จ MagSafe เป็นอุปกรณ์เสริมใหม่ที่มาพร้อมกับการเปิดตัว iPhone 12 โดย Apple ฝังแผ่นแม่เหล็กไว้ด้านหลังเครื่อง iPhone 12 เพื่อให้ยึดติดกับที่ชาร์จ MagSafe ทำให้การวางตำแหน่งสำหรับการชาร์จไร้สายตรงกันระหว่างตัวเครื่องกับที่ชาร์จ เพิ่มประสิทธิภาพในการชาร์จไร้สายได้มากขึ้น

การชาร์จด้วยที่ชาร์จ MagSafe นั้นรองรับการชาร์จเร็วสูงสุดที่ 15W ซึ่งประสิทธิภาพการจ่ายไฟนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น อุณหภูมิเครื่อง รูปแบบการใช้งาน เป็นต้น

สำหรับใครที่เป็นเจ้าของ iPhone 12 อยากสัมผัสประสบการณ์การชาร์จไร้สายที่รวดเร็ว ยึดติดแน่น ตรงตำแหน่ง ก็สามารถซื้อที่ชาร์จ MagSafe มาใช้งานเสริมได้ ในราคา 1,490 บาทที่ Apple Store

นอกจากนี้อุปกรณ์เสริม MagSafe ยังมีให้เลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ที่ชาร์จ MagSafe Duo ที่รองรับการชาร์จ iPhone และ Apple Watch แบบไร้สายพร้อมกัน รวมถึงเคส MagSafe ที่มีให้เลือกอีกหลายรูปแบบ [ชมรายละเอียด]

6. iPhone 12 mini อาจต้องเตรียม Power Bank

iPhone 12 mini เป็นรุ่นเล็กสุดในบรรดา iPhone 12 จากข้อมูลการแกะเครื่องของ iFixit ระบุว่าแบตเตอรี่ของ iPhone 12 mini มีความจุ 2,227 mAh จากข้อมูลของ Apple ระบุว่า iPhone 12 mini สามารถเล่นวิดีโอนานสูงสุด 15 ชั่วโมง

แต่ถ้ารวมกับการใช้งานจริงแล้ว ทั้งเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านการใช้งาน 5G , เล่นเกม, ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นโซเชียล, ดาวน์โหลดและอัปโหลดไฟล์ต่าง ๆ ก็อาจจะทำให้แบตเตอรี่หมดไวได้

ดังนั้นสำหรับผู้ใช้ iPhone 12 mini ที่ใช้งานเครื่องตลอดทั้งหมด อาจจะต้องหาแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) มาใช้งานร่วมด้วย

7. ระบบซิมคู่แบบ Nano-SIM และ eSIM ถ้าใช้ 2 ซิมยังไม่รองรับ 5G

ระบบซิมคู่รองรับตั้งแต่ iPhone รุ่นปี 2018 เป็นต้นมา ซึ่งใน iPhone 12 ทุกรุ่นก็รองรับระบบซิมคู่ด้วย ดังนั้นใครที่อัปเกรดมาใช้งาน iPhone รุ่นที่มีซิมคู่เป็นครั้งแรกและต้องการใช้งาน 2 ซิม ก็ต้องทราบด้วยว่า iPhone รุ่นโมเดลที่ขายในประเทศไทยนั้นจะเป็น 1 Nano-SIM และ 1 eSIM

หมายความว่าเราสามารถใส่ Nano-SIM ที่ช่องใส่ซิมได้ และถ้าหากเราต้องการใช้อีก 1 เบอร์ ก็ให้เราไปลงทะเบียน eSIM กับเครือข่ายผู้ให้บริการ ทำให้เราสามารถใช้งาน 2 เบอร์ได้พร้อมกัน และเลือกใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต 4G จากซิมใดซิมหนึ่ง

แต่บน iPhone 12 ทุกรุ่นที่มีการรองรับ 5G นั้น ยังไม่รองรับการใช้งาน 5G ในระบบซิมคู่ หมายความว่าถ้าเรามีการใช้งาน Nano-SIM และ eSIM บน iPhone 12 เราจะไม่สามารถเลือกใช้สัญญาณ 5G ได้ มีแต่เพียงสัญญาณ 4G ให้เลือก ต้องรออัปเดตจากทาง Apple ในอนาคต [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]

ดังนั้นถ้าหากเราอยากใช้งาน 5G บน iPhone 12 ในช่วงนี้ก็จะต้องเลือกใช้เพียงซิมเดียวไปก่อน คือเลือกใช้เพียง eSIM 1 ซิม หรือจะเลือกใช้ Nano-SIM เพียง 1 ซิมเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้สำหรับคนที่ย้ายหรืออัปเกรดมาใช้ iPhone 12 ทุกรุ่น และคนที่กำลังตัดสินใจจะซื้อก็สามารถอ่านข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาก่อนได้นะคะ

เขียนโดย Zakura Kim

Bachelor degree of science, Software engineering major, Payap University