Apple ประกาศเปิดตัว AppleCare One Family ตัวเลือกความคุ้มครองใหม่สำหรับลูกค้าในสหรัฐฯ ซึ่งขยายความคุ้มครอง AppleCare ให้ครอบคลุมทุกอุปกรณ์ที่เข้าเกณฑ์ของสมาชิกในกลุ่ม Apple Family Sharing สูงสุด 6 คน จ่ายในราคาเหมาจ่ายรายเดือนเพียงราคาเดียว
Apple เปิดตัว AppleCare One Family ในสหรัฐฯ คุ้มครองสูงสุด 6 คน จ่ายราคาเดียวจบ
AppleCare One Family มีค่าบริการอยู่ที่เดือนละ 49.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,750 บาท) โดยได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนเหมือนกับ AppleCare+ ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองความเสียหายจากอุบัติเหตุ เช่น ทำเครื่องตกพื้น หรือน้ำหกใส่ บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ตลอดจนการติดต่อฝ่ายสนับสนุนระดับผู้เชี่ยวชาญจาก Apple ได้ก่อนใคร

นอกจากนี้ยังรวมถึงการคุ้มครองกรณีสูญหายหรือถูกขโมยสำหรับ iPhone, iPad และ Apple Watch รุ่นที่เข้าเกณฑ์ โดยจำกัดสิทธิ์การเคลมรวมกันทั้งครอบครัวไม่เกิน 6 ครั้งต่อปี
เมื่อสมัครใช้งานแล้ว ผู้ใช้สามารถเพิ่มอุปกรณ์ผ่าน iPhone, iPad หรือ Mac ได้ทันที ซึ่งครอบคลุมอุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่มีอายุไม่เกิน 4 ปีและยังอยู่ในสภาพการใช้งานที่ดี ส่วนอุปกรณ์ที่ซื้อมาใหม่หลังจากนี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในความคุ้มครองโดยอัตโนมัติโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และค่าบริการรายเดือนจะยังคงเท่าเดิม ไม่ว่าจะเพิ่มอุปกรณ์ที่เข้าเกณฑ์เข้าไปดูแลกี่ชิ้นก็ตาม
ในการเริ่มใช้งาน ลูกค้าจะต้องเปิดตั้งค่าระบบ Family Sharing ผ่านเมนู Settings บน iPhone, iPad หรือ Mac แล้วเชิญสมาชิกคนอื่นเข้าร่วมสูงสุดอีก 5 คน อุปกรณ์ทุกเครื่องที่เข้าเกณฑ์ของสมาชิกในครอบครัวก็จะได้รับความคุ้มครองทันทีภายใต้การสมัครเพียงรายการเดียว ช่วยลดความยุ่งยากในการต้องคอยตามซื้อและจัดการแผน AppleCare แยกกันเป็นรายคน
AppleCare One Family เป็นแผนที่พัฒนาต่อยอดมาจาก AppleCare One ซึ่งเป็นบริการคุ้มครองแบบหลายอุปกรณ์ที่ Apple เคยเปิดตัวในสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ในราคาเดือนละ 19.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 700 บาท) สำหรับอุปกรณ์สูงสุด 3 เครื่อง
ซึ่งปัจจุบันขยายการให้บริการไปยังออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักรแล้ว การเปิดตัวแพ็กเกจครอบครัวในวันนี้จึงช่วยให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ที่มีสมาชิกหลายคนสามารถรวมการดูแลอุปกรณ์ทั้งหมดไว้ในบิลเดียวได้สะดวกยิ่งขึ้น
บริการ AppleCare One Family จะเริ่มเปิดให้ใช้งานในสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายนเป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเว็บไซต์ AppleCare ของ Apple สหรัฐฯ
ที่มา macrumors
