รัฐบาลทรัมป์ ทุ่ม 1.2 พันล้านดอลลาร์ ยุติฟาร์มกังหันลมในทะเล บรรลุข้อตกลงกับ RWE และเปลี่ยนไปลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลแทน
รัฐบาลทรัมป์ ทุ่ม 1.2 พันล้านดอลลาร์ ยุติฟาร์มกังหันลมในทะเล
รัฐบาลทรัมป์บรรลุข้อตกลงกับบริษัทพลังงานสัญชาติเยอรมัน RWE เพื่อยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่สร้างกังหันลมกลางทะเล และโยกเงินทุนไปสู่การลงทุนด้านพลังงานฟอสซิล ข้อตกลงนี้มีมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ โดยที่เงินจำนวนนี้ถูกดึงมาจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหมายถึงการใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งโครงการกังหันลมใกล้กับนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และลุยเซียนาจะถูกสั่งยกเลิก

ภายใต้ข้อตกลงนี้ RWE ตกลงที่จะใช้เงิน 900 ล้านดอลลาร์เพื่อเข้าซื้อหุ้น 16 เปอร์เซ็นต์ในโครงการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในลุยเซียนา ซึ่งนำโดยบริษัท Woodside Energy จากออสเตรเลีย ซึ่งบริษัทนี้เป็นผู้สนับสนุนวาระของทรัมป์ โดยครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า “รัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมของเรา” และ “เห็นได้ชัดเจนมากว่ารัฐบาลทรัมป์เข้าใจถึงบทบาทของพลังงานราคาประหยัดที่มีต่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติ”
นอกจากนี้ Daniel Kalms ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Woodside Energy ยังเรียกน่านน้ำที่เชื่อมต่อกับลุยเซียนาว่า “อ่าวอเมริกา” (Gulf of America) ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อเอาใจประธานาธิบดีทรัมป์โดยเฉพาะ
RWE ยังได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (peaker plants) ที่เดินเครื่องเฉพาะช่วงความต้องการสูง (natural gas peaker plants) จำนวน 15 แห่งทั่วประเทศโดยเดิมทีบริษัทซื้อสัญญาเช่านิวยอร์กในสมัยรัฐบาลไบเดนด้วยเงินราว 1.1 พันล้านดอลลาร์ และสัญญาเช่าในแคลิฟอร์เนียและลุยเซียนาในราคาประมาณ 163 ล้านดอลลาร์ เมื่อนำมาคำนวณรวมกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว ดูเหมือนว่า RWE น่าจะได้รับกำไรเล็กน้อยจากดีลนี้
RWE ระบุในแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงนี้ช่วยยุติการเรียกร้องทางกฎหมายของ RWE US Offshore และจัดสรรเงินชดเชย 1.22 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถนำทรัพยากรไปใช้กับโครงการพลังงานที่มีความแน่นอนมากกว่า ด้าน Doug Burgham รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชื่นชมบริษัทที่ลงทุนโดยสมัครใจในโครงการที่เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ
ครั้งนี้ถือเป็นดีลครั้งที่ 5 แล้วที่รัฐบาลใช้เงินจ้างบริษัทพลังงานให้ยกเลิกโครงการพลังงานสะอาด ซึ่งรวมแล้วรัฐบาลใช้เงินภาษีไปราว 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อกำจัดโครงการพลังงานสีเขียว
อกจากนี้ ทรัมป์ยังใช้เงินราว 1.1 พันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานจากถ่านหิน ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการ “เพิ่มเงินในกระเป๋าพรรคพวกของเขา” อีกทั้งโรงไฟฟ้า LNG ที่ RWE จะลงทุนนั้นมีประวัติการสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม โดยรายงานจาก Environmental Integrity Project เมื่อปลายปีที่แล้วพบว่า โรงงาน LNG ทุกแห่งที่ดำเนินงานเต็มรูปแบบในสหรัฐฯ ต่างละเมิดขีดจำกัดมลพิษของรัฐบาลกลาง รวมถึงการปล่อยสารอันตรายลงสู่แหล่งน้ำในปริมาณที่ผิดกฎหมาย
เหตุผลที่ทรัมป์ทำสงครามกับพลังงานสะอาด เนื่องจากรัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมาโดยตลอด แต่สำหรับผู้ที่ติดตามประธานาธิบดีจะทราบว่าเขามีความเกลียดชังกังหันลมอย่างรุนแรง และวิจารณ์เรื่องนี้มานานหลายปี โดยมักเรียกกังหันลมว่า “กังหันลมแบบโบราณ” (windmills)
เขากล่าวหลายครั้งว่ากังหันลมทำให้เกิดโรคมะเร็ง และทำให้ “วาฬเป็นบ้า” จนตายในจำนวนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากนี้เขายังแสดงความไม่เข้าใจในเรื่องการเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โดยกล่าวว่า “ถ้าลมไม่พัด คุณก็ลืมเรื่องดูทีวีคืนนั้นไปได้เลย”
ความเกลียดชังนี้ดูเหมือนจะเริ่มจากการต่อสู้ในชั้นศาลที่สกอตแลนด์ เมื่อมีการสร้างฟาร์มกังหันลมบริเวณชายฝั่งสนามกอล์ฟของเขา ซึ่งเขาแพ้คดีนั้น ผลที่ตามมาคือตอนนี้เราทุกคนจึงต้องใช้เพียงเชื้อเพลิงฟอสซิลไปจนวาระสุดท้ายของโลก
ที่มา: Engadget
