ใน ,

Trajectory สตาร์ตอัป AI ระดมทุน 45 ล้านดอลลาร์ พัฒนาระบบสำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

Trajectory สตาร์ตอัป AI ระดมทุน 45 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าพัฒนาระบบเทรนโมเดล AI แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ปรับแต่งได้เอง

Trajectory สตาร์ตอัป AI ระดมทุน 45 ล้านดอลลาร์ พัฒนาระบบเทรนโมเดลสำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ไม่ว่าโมเดล AI จะพัฒนาขึ้นโดย OpenAI, Anthropic หรือสร้างขึ้นจากโมเดล Opensource ปัจจุบันโมเดลเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญร่วมกันคือ ไม่สามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเองได้หากไม่มีการเทรนเพิ่มเติม

ธุรกิจที่นำโมเดลเหล่านี้ไปปรับใช้กับสายงานเฉพาะทาง เช่น กฎหมายและการเงิน มักแก้ปัญหาด้วยการทำ Fine-tuning ให้กับโมเดลทั่วไป อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวมักต้องอาศัยการจ้างทีมนักวิจัยภายในองค์กร หรือพึ่งพาที่ปรึกษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งมักเรียกกันว่า Forward-deployed engineers (FDEs)

สตาร์ตอัปหน้าใหม่กับเป้าหมายพัฒนาระบบ Continual Learning

Trajectory สตาร์ตอัปที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 1 ปีก่อนโดยเพื่อนร่วมชั้นจาก Stanford สามคนที่มีประสบการณ์ทำงานจาก Google DeepMind และ Apple ต้องการเข้ามาทำให้กระบวนการนี้เป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อให้โมเดล AI สามารถเรียนรู้จากคำติชมและพัฒนาตนเองในงานเฉพาะทางได้อย่างต่อเนื่อง

บริษัทที่มีทีมงาน 18 คนแห่งนี้ เพิ่งประกาศระดมทุนรอบ Series A ได้มูลค่า 45 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,530 ล้านบาท) ที่มูลค่าบริษัท 300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10,200 ล้านบาท) นำโดย Sequoia พร้อมด้วยการเข้าร่วมลงทุนจาก Nvidia, Bessemer Venture Partners และ Bain Capital Ventures

Ronak Malde ผู้ร่วมก่อตั้ง Trajectory เปรียบเทียบโมเดลพื้นฐานว่าเป็นเหมือนนักศึกษาปริญญาเอกที่ฉลาดมาก แต่เพิ่งเริ่มต้นงานใหม่อยู่ตลอดเวลา ทว่าสิ่งที่ระบบเศรษฐกิจให้คุณค่าจริง ๆ คือคนที่ทำงานในสายงานนั้นมาเป็นเวลา 30 ปี

สตาร์ตอัปแห่งนี้ตั้งเป้าแก้ปัญหาดังกล่าวผ่านแนวทางที่เรียกว่า Continual Learning โดยธุรกิจที่ใช้งาน Trajectory สามารถเริ่มต้นด้วยโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส แล้วเชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้ากับแอปพลิเคชันของตน เพื่อเปิดให้ระบบเก็บข้อมูลคำติชมเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของโมเดล จากนั้น Trajectory จะนำข้อมูลดังกล่าวไปเทรนโมเดลซ้ำ เพื่อช่วยให้โมเดลพัฒนาทักษะเฉพาะทางได้ดีขึ้นตามระยะเวลา

เปิดแพลตฟอร์มให้ใช้งานทั่วไป พร้อมเน้นความปลอดภัยที่มีมนุษย์ควบคุม

Malde กล่าวว่า ด้วยเครื่องมือของ Trajectory ทนายความ แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญในสายงานอื่น ๆ จะสามารถปรับปรุงโมเดลได้เกือบจะเป็นระบบอัตโนมัติด้วยตนเอง ซึ่งความสามารถนี้จะช่วยให้การนำ AI เฉพาะทางมาใช้งานทำได้รวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายถูกลง

บริษัทอย่าง Harvey และ Rogo ได้เริ่มใช้งานแพลตฟอร์มของ Trajectory ในการทำ Post-train ให้กับโมเดลโอเพนซอร์สแล้ว เพื่อช่วยให้โมเดลทำงานได้ใกล้เคียงกับทนายความหรือนักวิเคราะห์การเงินที่มีประสบการณ์ โดยเรียนรู้จากงานที่เคยทำก่อนหน้า เช่น การตรวจทานสัญญาทางกฎหมายเฉพาะประเภท หรือการประเมินมูลค่าบริษัทโดยใช้วิธีการเฉพาะ นอกจากนี้ ลูกค้ารายอื่นของ Trajectory ยังมี Decagon, Mercor และ Nvidia โดยปัจจุบันสตาร์ตอัปรายนี้ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม Post-training ได้แล้ว

Malde ระบุว่า ผู้ใช้งาน Trajectory จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าผลลัพธ์ที่ดีสำหรับองค์กรของพวกเขาควรเป็นอย่างไร และสามารถเปลี่ยนสิ่งนั้นให้กลายเป็นการพัฒนาโมเดลของตนเองได้

แนวทางการทำ Continual Learning ของ Trajectory มีความคล้ายคลึงกับ Recursive Self-Improvement (RSI) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าระบบ AI สามารถพัฒนาขีดความสามารถของตนเองได้ แต่ Michael Elabd ผู้ร่วมก่อตั้ง แย้งว่าการมีมนุษย์ร่วมอยู่ในกระบวนการเทรนทำให้แนวทางของ Trajectory มีความปลอดภัยมากกว่า เนื่องจากระบบที่พัฒนาตนเองได้อย่างอิสระโดยสมบูรณ์อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดหรือเป็นอันตรายได้

การแข่งขันในตลาดและความสำคัญของการออกแบบระบบ

Trajectory ไม่ใช่สตาร์ตอัปรายเดียวที่พยายามพัฒนาระบบ Post-training แบบอัตโนมัติ โดยบริษัทมองว่า Thinking Machines Lab ซึ่งก่อตั้งโดย Mira Murati อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OpenAI และเป็นบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์ม Fine-tuning อย่าง Tinker เป็นคู่แข่งโดยตรง ร่วมกับ Applied Compute ที่มีมูลค่าประเมิน 3,250 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 110,500 ล้านบาท) เมื่อเดือนก่อน รวมถึง Prime Intellect ที่ช่วยองค์กรสร้างและเทรน AI Agent ของตนเอง

Malde เชื่อว่าข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของสตาร์ตอัปคือทีมงาน โดยเขาเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยกลุ่มเล็ก ๆ ที่ Google DeepMind เข้าซื้อตัวมาจาก Windsurf ขณะที่ Elabd ก็เคยทำงานที่ DeepMind เช่นกัน ส่วนผู้ร่วมก่อตั้งคนที่สามอย่าง Arjun Karanam เคยทำงานด้าน Generative Foundation Models ที่ Apple นอกจากนี้ สตาร์ตอัปยังได้ดึงตัวนักวิจัยและนักออกแบบผลิตภัณฑ์จาก OpenAI, Stripe และ Netflix เข้ามาร่วมทีมอีกด้วย

สำหรับคำถามที่ว่าทำไมงานออกแบบถึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับบริษัทที่เน้นเรื่องการเทรน AI ทางด้าน Karanam ระบุว่า สตาร์ตอัปได้พัฒนาอินเทอร์เฟซที่ช่วยให้กระบวนการ Post-training เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคได้ง่ายขึ้น

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Krongkwun Rithiwong

Love exploring new technology. Decoding the future, one gadget at a time.