Microsoft แอบลบคำแนะนำ RAM 32GB สำหรับผู้ที่ต้องการให้ Windows 11 ทำงานได้ลื่นไหลออกจากเว็บไซต์ ขณะที่เริ่มหันมาออกแล็ปท็อป Surface รุ่นเริ่มต้นที่ให้ RAM เพียง 8GB แทน
Microsoft แอบลบคำแนะนำ RAM 32GB สำหรับ Windows 11 ออกจากเว็บตัวเอง
เปลี่ยนใจจากคำแนะนำเดิม
เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา Microsoft เคยระบุว่า RAM 32GB คือการกำหนดค่าแบบ “ไร้กังวล” และรองรับการใช้งานในอนาคตสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม ขณะที่ RAM 16GB คือ “จุดเริ่มต้นที่ใช้งานได้จริง” เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นในการใช้งาน Windows 11

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า Microsoft กำลังเปลี่ยนทิศทาง โดยลบการอ้างอิงถึงโพสต์ดังกล่าวออกจากเว็บไซต์ Windows Learning Center ตามรายงานของ Windows Latest
ก่อนหน้านี้ Microsoft ได้โพสต์บล็อกหัวข้อ “วิธีปรับแต่งการตั้งค่า PC สำหรับการเล่นเกม” ในเดือน พ.ย. 2025 ซึ่งระบุว่า 32GB เป็นความจุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเกมเมอร์ระดับฮาร์ดคอร์ที่ต้องการคุณภาพสูงสุดสำหรับเกมระดับ AAA หรือผู้ที่ใช้ Mod จำนวนมาก แต่ปัจจุบันหน้านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว และผู้ที่พยายามเข้าผ่านลิงก์จะถูกส่งกลับไปยังหน้าหลักของ Learning Center แทน

การกลับมาของ RAM 8GB ใน Surface
ผู้ผลิตหลายรายเริ่มหันกลับมาปล่อยแล็ปท็อปที่มี RAM เพียง 8GB อีกครั้ง ซึ่ง Microsoft เองก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางนี้ โดยการตัดรุ่น Surface Go และ Surface Laptop Go รุ่นประหยัดออก แล้วแทนที่ด้วย Surface Pro 12, Surface Laptop 13 และ Surface Laptop for Business รุ่นเริ่มต้นที่ให้ RAM 8GB
อย่างไรก็ตาม Microsoft ไม่ได้ทอดทิ้งผู้ใช้ที่ไม่สามารถจ่ายค่า RAM ราคาแพงได้ โดยล่าสุดได้สัญญาว่าจะปรับแต่งระบบปฏิบัติการเพื่อลดการใช้ทรัพยากร (Footprint) ให้ลดลงภายในปี 2026 นี้
ความท้าทายในการใช้หน่วยความจำ
แม้ว่าสเปกขั้นต่ำของ Windows 11 จะต้องการ RAM เพียง 4GB แต่การแพร่หลายของแอปพลิเคชัน และอินเทอร์เฟซที่ทำงานผ่านเว็บในปัจจุบันส่งผลให้มีการใช้หน่วยความจำสูงมากในหลายระบบ

แม้ว่าการใช้ React และ WebView2 จะช่วยให้ผู้พัฒนาทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับแอปพลิเคชันที่ถูกสร้างมาเพื่อรันแบบ Native บน Windows ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยเป็นปัญหามาก่อนในยุคที่หน่วยความจำมีราคาถูกและหาได้ง่าย จนผู้ใช้สามารถจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยเพื่ออัปเกรด PC ได้
แต่ในปัจจุบันที่โมดูลหน่วยความจำมีราคาสูงขึ้น และการหาชุด DDR5 หรือ DDR4 ในราคาที่ดีนั้นทำได้ยากขึ้น ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จึงถูกบังคับให้ต้องปรับแต่งโปรแกรมให้ใช้หน่วยความจำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ซึ่งในความเป็นจริง นี่คือสิ่งที่โปรแกรมเมอร์ของ Windows ต้องทำในช่วงปี 1980 และ 1990 โดยวิศวกรของ Microsoft ทุกคนในสมัยนั้นต้องใช้ นาฬิกาจับเวลา เพื่อให้มั่นใจว่างานของพวกเขายังคงทำงานได้รวดเร็วแม้บนฮาร์ดแวร์ที่จำกัด แม้แต่ Task Manager รุ่นแรก ซึ่งสร้างโดยคนเดียวกับที่รวมการรองรับไฟล์ ZIP เข้ามาใน Windows ก็มีขนาดเพียง 80KB เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นบนฮาร์ดแวร์ระดับต่ำ (Potato Hardware)
คงต้องรอดูว่าทั้ง Microsoft และผู้พัฒนาแอปพลิเคชันจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายจากปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำ และทำให้ Windows กลับมามีประสิทธิภาพอีกครั้งหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ Microsoft กำลังเผชิญกับการแข่งขันจาก macOS และ Linux (แม้ว่าปัจจุบัน Windows จะยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็ตาม)
ที่มา: TechPowerUp
