Apple เปิดตัว MacBook Pro รุ่นใหม่พร้อมจอภาพ PROLED XDR แบบ Tandem OLED รองรับการสัมผัส Dynamic Island และดีไซน์ตัวเครื่องที่บางเบากว่าเดิม เคียงข้างรุ่นจอ Liquid Retina XDR ชิป M5 Pro และ M5 Max
เปรียบเทียบ MacBook Pro จอ Liquid Retina XDR และ PROLED XDR
เรียบเรียงข้อมูลจาก MacRumors
MacBook Pro รุ่นใหม่ของ Apple มาพร้อมจอภาพ PROLED XDR ใช้เทคโนโลยี Tandem OLED รองรับการสั่งการด้วยหน้าจอสัมผัส มี Dynamic Island รวมถึงดีไซน์ที่บาง และเบาลง โดยวางจำหน่ายควบคู่ไปกับรุ่นจอภาพ Liquid Retina XDR ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือน มี.ค. 2026 ซึ่งทั้งสองรุ่นใช้ชิป M5 Pro และ M5 Max แบบเดียวกัน
รุ่น PROLED มีราคาเริ่มต้นในไทยสูงกว่ารุ่น Liquid Retina XDR อยู่ 17,000–20,000 บาท เมื่อเทียบในขนาดหน้าจอ และระดับชิปเดียวกัน
รุ่น 14 นิ้ว ชิป M5 Pro เริ่มต้นที่ 87,900 บาท สำหรับจอ Liquid Retina XDR และ 104,900 บาท สำหรับจอ PROLED XDR ส่วนรุ่น 16 นิ้ว เริ่มต้นที่ 104,900 บาท และ 124,900 บาท ตามลำดับ
เมื่อตัวเลือกชิป ความจุหน่วยความจำ และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยังคงเดิม การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าของจอภาพใหม่ การใช้งานสัมผัส และการพกพาที่คล่องตัวขึ้น
จอภาพ
ทั้งสองรุ่นแสดงผลความสว่าง HDR แบบเต็มหน้าจอต่อเนื่องได้สูงสุด 1,000 nits เท่ากัน ดังนั้นความสว่างสูงสุด 2,000 nits ของ PROLED จึงไม่ได้หมายความว่าจะสว่างกว่าเดิมสองเท่าในทุกการทำงาน
ทั้งสองรุ่นยังคงความสว่างขั้นต่ำที่ 1 nit เทคโนโลยี True Tone รองรับสีสัน 1 พันล้านสี และความหนาแน่น 254 พิกเซลต่อนิ้ว
| Liquid Retina XDR | PROLED XDR | |
| เทคโนโลยีจอภาพ | LCD แบ็คไลท์ Mini-LED พร้อม Local Dimming | Tandem OLED พร้อมเลเยอร์พิกเซลเปล่งแสงเองสองชั้น |
| การส่องสว่าง | การส่องสว่างแบบแบ่งโซน | การเปล่งแสงระดับพิกเซลแยกอิสระ |
| ระบบจัดการจอภาพ | ไม่มีระบุ | Display Engine เฉพาะ ชดเชยคอนเทนต์ อุณหภูมิ สภาพแวดล้อม และการใช้งานพิกเซลตามเวลา |
| อัตราส่วนคอนทราสต์ | 1,000,000:1 | 10,000,000:1 |
| ความสว่างสูงสุด HDR | สูงสุด 1,600 nits | สูงสุด 2,000 nits |
| ความสว่าง SDR | กลางแจ้งสูงสุด 1,000 nits | เต็มหน้าจอต่อเนื่อง 1,000 nits และกลางแจ้งสูงสุด 2,000 nits |
| ขอบเขตสี | ขอบเขตสีกว้าง P3 | ขอบเขตสีกว้าง P3 และ Adobe RGB |
| ขนาดและความละเอียด (รุ่น 14 นิ้ว) | 14.2 นิ้ว ความละเอียด 3024 × 1964 | 14.2 นิ้ว ความละเอียด 3024 × 1986 |
| ขนาดและความละเอียด (รุ่น 16 นิ้ว) | 16.2 นิ้ว ความละเอียด 3456 × 2234 | 16.3 นิ้ว ความละเอียด 3472 × 2266 |
| ขอบจอและบริเวณกล้อง | ขอบจอหนากว่า และมีรอยบากกล้อง | ขอบจอบางลง และมีช่องเจาะกล้องขนาดเล็กลงพร้อม Dynamic Island |
| มุมหน้าจอ | ขอบจอด้านบนโค้งมน ด้านล่างเป็นมุมฉาก | ขอบจอโค้งมนทั้งสี่มุม |
| พื้นผิวหน้าจอ | กระจกมาตรฐาน หรือตัวเลือกกระจก Nano-texture | เคลือบสารกันแสงสะท้อน สารกันรอยนิ้วมือ และตัวเลือกกระจก Nano-texture |
| การสัมผัสหน้าจอ | ไม่มี | เซนเซอร์ Multi-Touch ฝังในแผงหน้าจอโดยตรงเพื่อลดความหน่วงและความหนา |
โหมดอ้างอิง และเวิร์กโฟลว์ด้านสีสัน
ทั้งสองรุ่นยังคงมีโหมดอ้างอิงสำหรับวิดีโอ HDR งานแพร่ภาพโทรทัศน์ ดิจิทัลซีนีมา และเวิร์กโฟลว์ sRGB รวมถึงรองรับ Pro Display Calibrator ทั้งคู่
| Liquid Retina XDR | PROLED XDR | |
| Apple XDR Display | Apple XDR Display (P3-1600 nits) | Apple XDR Display (P3-2000 nits) และ (P3 + Adobe RGB-2000 nits) |
| Design and Print | Design and Print (P3-D50) | Design and Print (P3-D50) และ Design and Print (Adobe RGB-D50) |
| Photography | Photography (P3-D65) | Photography (P3-D65), Photography (Adobe RGB-D65) และ HDR Photography (P3-D65) |
| Medical Imaging | Medical Imaging (DICOM-350 nits) สำหรับตรวจทาน วิจัย และศึกษา | Medical Imaging (DICOM-600 nits) สำหรับตรวจทาน วิจัย และศึกษา |
| ฟังก์ชันแมตช์สี | ไม่มี | Apple Color Matching Function (CMF) 2026 เพื่อความสม่ำเสมอของภาพกับ iPhone 18 Pro และ Studio Display XDR |
ดีไซน์ และขนาดตัวเครื่อง
การลดน้ำหนักในรุ่นใหม่เห็นผลชัดเจนกว่าความเปลี่ยนแปลงของความหนา โดยข้อมูลขนาด และน้ำหนักครอบคลุมทั้งสองระดับชิปในแต่ละขนาดหน้าจอดังนี้
| Liquid Retina XDR | PROLED XDR | สัดส่วนที่ลดลง | |
| ความสูงรุ่น 14 นิ้ว | 1.55 ซม. | 1.50 ซม. | 3.2% |
| ความกว้างรุ่น 14 นิ้ว | 31.26 ซม. | 31.08 ซม. | 0.6% |
| ความลึกรุ่น 14 นิ้ว | 22.12 ซม. | 21.63 ซม. | 2.2% |
| น้ำหนักรุ่น 14 นิ้ว ชิป M5 Pro | 1.60 กก. | 1.38 กก. | 13.8% |
| น้ำหนักรุ่น 14 นิ้ว ชิป M5 Max | 1.62 กก. | 1.40 กก. | 13.6% |
| ความสูงรุ่น 16 นิ้ว | 1.68 ซม. | 1.60 ซม. | 4.8% |
| ความกว้างรุ่น 16 นิ้ว | 35.57 ซม. | 35.55 ซม. | 0.1% |
| ความลึกรุ่น 16 นิ้ว | 24.81 ซม. | 24.42 ซม. | 1.6% |
| น้ำหนักรุ่น 16 นิ้ว ชิป M5 Pro | 2.14 กก. | 1.82 กก. | 15.0% |
| น้ำหนักรุ่น 16 นิ้ว ชิป M5 Max | 2.15 กก. | 1.84 กก. | 14.4% |
การปรับดีไซน์ใหม่ยังเปลี่ยนบานพับ สถาปัตยกรรมระบายความร้อน และโลโก้ Apple ด้านหลังตัวเครื่อง
| Liquid Retina XDR | PROLED XDR | |
| ดีไซน์บานพับ | บานพับมาตรฐานแบบเดิม | บานพับออกแบบใหม่ เพิ่มความมั่นคงขณะสัมผัสหน้าจอ |
| ระบบระบายความร้อน | สถาปัตยกรรมระบายความร้อนเดิม | ระบบระบายความร้อนใหม่ ระบายลมร้อนไม่ให้โดนหน้าจอ โดย Apple ระบุว่ายังคงประสิทธิภาพต่อเนื่องของ M5 Pro และ M5 Max |
| โลโก้ Apple ด้านหลัง | โลโก้ Apple แบบไม่มีไฟ | โลโก้ Apple แบบมีไฟส่องสว่าง |
ระบบเสียง และกล้อง
ตัวกล้องใช้ระบบ Center Stage รองรับฟีเจอร์ Desk View และการบันทึกวิดีโอ 1080p ยังคงเดิม เช่นเดียวกับลำโพง 6 ตัว ระบบเสียง Spatial Audio และไมโครโฟน 3 ตัว
| Liquid Retina XDR | PROLED XDR | |
| วูฟเฟอร์ | วูฟเฟอร์ตัดแรงสั่นแบบเดิม | วูฟเฟอร์ดีไซน์ใหม่ ให้เสียงเบสลึกขึ้น 50% |
| ทวีตเตอร์ | ทวีตเตอร์ดีไซน์เดิม | ทวีตเตอร์ดีไซน์ใหม่ จัดทิศทางการกระจายเสียงเพื่อความชัดเจนขึ้น |
| การปรับแต่งเสียงภายนอก | ไม่มีระบุ | ปรับแต่งจูนเสียงเฉพาะสำหรับการใช้งานขณะพับฝาปิดต่อจอภายนอก |
| กล้องหน้า | กล้อง Center Stage ความละเอียด 12MP พร้อม Computational Video | กล้อง Center Stage ความละเอียด 12MP พร้อม Computational Video และระบบกันสั่นวิดีโอขั้นสูง ลดการสั่นของภาพขณะสัมผัสหน้าจอ |
พื้นที่จัดเก็บข้อมูล จอภายนอก และพลังงาน
ความจุของรุ่น M5 Pro ยังคงจำกัดที่ 1TB, 2TB หรือ 4TB สำหรับอัตรารีเฟรชของจอภาพภายนอกที่เพิ่มขึ้นจะมีผลเฉพาะการจัดชุดจอตามที่ระบุไว้ ไม่ได้ครอบคลุมทุกความละเอียด และทุกการเชื่อมต่อมอนิเตอร์
นอกจากนี้ความจุแบตเตอรี่รุ่น 14 นิ้วที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้ระยะเวลาการใช้งานยาวนานขึ้น
| Liquid Retina XDR | PROLED XDR | |
| ความจุชิป M5 Max | 2TB, 4TB หรือ 8TB | 2TB, 4TB, 8TB หรือ 16TB |
| จอภายนอกสำหรับ M5 Pro | ต่อจอ 4K สูงสุด 3 จอ ที่อัตรารีเฟรช 144Hz | ต่อจอ 4K สูงสุด 3 จอ ที่อัตรารีเฟรช 165Hz |
| จอภายนอกสำหรับ M5 Max | ต่อจอ 4K สูงสุด 4 จอ ที่อัตรารีเฟรช 144Hz | ต่อจอ 4K สูงสุด 4 จอ ที่อัตรารีเฟรช 165Hz |
| การซิงก์จอแสดงผล | ไม่มีระบุ | Genlock ซิงโครไนซ์การรีเฟรชหน้าจอกับการจับภาพของกล้อง |
| ความจุแบตเตอรี่รุ่น 14 นิ้ว | 72.4Wh | 72.6Wh |
| การชาร์จรุ่น 16 นิ้ว ชิป M5 Max | แนะนำขั้นต่ำ 70W | แนะนำขั้นต่ำ 94W |
การสัมผัสหน้าจอ และ Dynamic Island
| Liquid Retina XDR | PROLED XDR | |
| อินพุตพื้นฐาน | คีย์บอร์ด แทร็คแพด และพอยน์เตอร์ | คีย์บอร์ด แทร็คแพด พอยน์เตอร์ และการสัมผัส Multi-Touch บนหน้าจอโดยตรง |
| ท่าทางการควบคุม | เลื่อน ขยาย และลากผ่านแทร็คแพดหรืออุปกรณ์ภายนอก | เพิ่มการปัด ขยายด้วยการหนีบนิ้ว และลากแล้ววางบนหน้าจอโดยตรง |
| การจัดการหน้าต่าง | ควบคุมผ่านคีย์บอร์ด แทร็คแพด หรือพอยน์เตอร์ | เพิ่มการแตะสองครั้งเพื่อขยายเต็มจอ และปัดเพื่อจัดหน้าต่างแบบเรียงต่อกัน |
| การรองรับแอป | ไม่มี | macOS แปลงการแตะหน้าจอให้เป็นการคลิกสำหรับแอปพลิเคชันเดิม และมี Gesture API รองรับการสัมผัส |
| พื้นที่กล้อง | รอยบากกล้อง | Dynamic Island รองรับ Live Activities และการควบคุมเล่นเพลง สายโทรศัพท์ AirDrop |
| Spotlight | ตำแหน่งปกติ | ย้ายไปอยู่ใน Dynamic Island เมื่อใช้งาน Siri AI |
| การช่วยการเข้าถึง | การช่วยการเข้าถึงทั่วไป | เพิ่มฟีเจอร์ AssistiveTouch และ Touch Accommodations |
ด้านสิ่งแวดล้อม
| Liquid Retina XDR | PROLED XDR | |
| วัสดุรีไซเคิล | ใช้วัสดุรีไซเคิล 45% | ใช้วัสดุรีไซเคิล 55% |
| ไฟฟ้าหมุนเวียนในการผลิต | ใช้พลังงานหมุนเวียน 50% | ใช้พลังงานหมุนเวียน 45% |
| การใช้วัสดุแทนทาลัม | ไม่มีระบุ | ใช้แทนทาลัมรีไซเคิล 100% ในตัวเก็บประจุหลายชิ้น ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Apple |
ราคา และการจำหน่าย
ราคาเริ่มต้นในประเทศไทยสำหรับรุ่นจอภาพมาตรฐาน โดยรุ่น PROLED XDR มีราคาสูงกว่ารุ่น Liquid Retina XDR อยู่ 17,000 บาท สำหรับรุ่น 14 นิ้ว และ 20,000 บาท สำหรับรุ่น 16 นิ้ว เมื่อเทียบในระดับชิปเดียวกัน
| รุ่น | Liquid Retina XDR | PROLED XDR |
| 14 นิ้ว ชิป M5 Pro | เริ่มต้น 87,900 บาท | เริ่มต้น 104,900 บาท |
| 16 นิ้ว ชิป M5 Pro | เริ่มต้น 104,900 บาท | เริ่มต้น 124,900 บาท |
| 14 นิ้ว ชิป M5 Max | เริ่มต้น 144,900 บาท | เริ่มต้น 161,900 บาท |
| 16 นิ้ว ชิป M5 Max | เริ่มต้น 154,900 บาท | เริ่มต้น 174,900 บาท |
| การวางจำหน่ายในไทย | วางจำหน่ายแล้ว | โปรดตรวจสอบวันวางจำหน่ายอีกครั้งในภายหลัง |
ราคาข้างต้นเป็นราคาจำหน่ายทั่วไป ไม่ใช่ราคาส่งเสริมการศึกษา และอาจเพิ่มขึ้นตามการปรับแต่งชิป หน่วยความจำ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และตัวเลือกกระจก Nano-texture
รุ่น Liquid Retina XDR ยังคงวางจำหน่ายต่อไป โดยราคาปัจจุบันมีการปรับขึ้นนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือน มี.ค. ดังนั้นการนำราคาเปิดตัวเดิมมาเทียบจึงอาจทำให้ส่วนต่างราคาเริ่มต้นของ PROLED ดูกว้างเกินความเป็นจริง
ความคุ้มค่าในการอัปเกรด
สำหรับผู้ใช้ MacBook Pro ชิป M5 Pro และ M5 Max ส่วนใหญ่ มีเหตุผลน้อยมากที่จะต้องอัปเกรด เนื่องจากทั้งสองรุ่นใช้ชิปเดียวกัน ประสิทธิภาพการประมวลผลจึงใกล้เคียงกัน ความจุหน่วยความจำสูงสุด และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่ได้เพิ่มขึ้น
กลุ่มที่เหมาะกับการอัปเกรดคือระดับมืออาชีพที่ต้องใช้ความสามารถขั้นสูงของจอ OLED ระบบ Genlock หรือความจุภายในตัวเครื่องมากกว่า 8TB การรองรับ Adobe RGB และโหมดอ้างอิงเพิ่มเติมช่วยตอบโจทย์งานเฉพาะของช่างภาพ นักออกแบบ และมืออาชีพ ขณะที่ตัวเลือก 16TB รองรับโปรเจกต์ขนาดใหญ่เกินเพดานเดิม ซึ่งเป็นการอัปเกรดเพื่อเวิร์กโฟลว์เฉพาะทางมากกว่าการใช้งานทั่วไป
หน้าจอสัมผัสเป็นส่วนเสริมที่ดี แต่ไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนเครื่องใหม่สำหรับผู้ที่เพิ่งซื้อ MacBook Pro ไป น้ำหนักที่เบาลงส่งผลต่อผู้ที่เดินทางบ่อยโดยเฉพาะผู้ที่พกพาเครื่องขนาด 16 นิ้วทุกวัน แต่ยังเป็นข้อพิจารณารองเนื่องจากขนาดเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย
การอัปเกรดจะสมเหตุสมผลมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ MacBook Pro รุ่นชิป M1, M2 หรือ M3 โดยเฉพาะเครื่องที่เริ่มรับมือกับงานหนักไม่ไหว หรือมีหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอ ซึ่งสเปกปัจจุบันและลักษณะงานสำคัญกว่าอายุของอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว
ผู้ใช้ที่เครื่องปัจจุบันยังทำงานได้ดีสามารถเลือกที่จะรอได้ เนื่องจากมีรายงานว่ารุ่นชิป M7 Pro และ M7 Max มีแผนเปิดตัวช่วงปลายปี 2027 ซึ่งอาจเป็นการอัปเกรดชิปครั้งใหญ่ควบคู่ไปกับหน้าจอและดีไซน์ใหม่นี้
เลือกรุ่นไหนดี
ผู้ที่ต้องการซื้อ MacBook Pro เครื่องใหม่ รุ่น PROLED เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าหากส่วนต่างราคาเริ่มต้น 17,000–20,000 บาท ไม่เป็นปัญหา และใช้งานจอภาพของตัวเครื่องเป็นหลัก หน้าจอ OLED เป็นเหตุผลสำคัญของราคาที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับระบบสัมผัส น้ำหนักที่เบาลง และลำโพงที่ดีขึ้น ทำให้ภาพรวมน่าใช้งานยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ความสามารถของจอภาพและการผลิตระดับสูง ทั้งนี้ ผู้ซื้อในไทยต้องรอ Apple ยืนยันวันวางจำหน่ายรุ่น PROLED อีกครั้ง
รุ่น Liquid Retina XDR ยังเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลหากมีส่วนลดที่ช่วยประหยัดเงินได้มาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานต่อจอนอกเป็นหลัก แม้จะใช้ดีไซน์ที่มีอายุ 5 ปีแล้วก็ตาม การประหยัดส่วนนี้จะช่วยให้สามารถจัดสรรงบไปเพิ่มหน่วยความจำหรือสเปกชิปที่จำเป็นต่องานได้มากกว่า
ที่มา: MacRumors
