ใน

Apple Watch Series 9 vs Series 12 ต่างกันแค่ไหน? คุ้มอัปเกรดหรือไม่

Apple Watch Series 12 อัปเกรดจาก Series 9 หลายด้าน ทั้งดีไซน์ สุขภาพ แบตเตอรี่ และการชาร์จ แต่ผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

Apple Watch Series 9 vs Series 12 ต่างกันแค่ไหน? คุ้มอัปเกรดหรือไม่

Apple Watch Series 12 วางจำหน่ายแล้ว หลังจาก Apple Watch Series 9 เปิดตัวมา 3 ปี โดยในช่วงเวลาดังกล่าว Apple ได้ปรับดีไซน์ให้บางลง เพิ่มขนาดหน้าจอ ชาร์จเร็วขึ้น เพิ่มเซ็นเซอร์เกี่ยวกับน้ำ และยกระดับระบบตรวจวัดสุขภาพอย่างมาก

แม้ Apple จะยุติการจำหน่าย Series 9 ไปตั้งแต่ปี 2024 แต่รุ่นดังกล่าวยังรองรับ watchOS 27 ดังนั้นการตัดสินใจอัปเกรดจึงขึ้นอยู่กับว่าฮาร์ดแวร์และฟีเจอร์ใหม่ของ Series 12 มีประโยชน์มากเพียงใดสำหรับผู้ใช้แต่ละคน

ดีไซน์บางลง หน้าจอใหญ่ขึ้น

Apple Watch Series 9 มีตัวเรือนขนาด 41 มม. และ 45 มม. หนา 10.7 มม.

ขณะที่ Series 12 ขยับเป็น 42 มม. และ 46 มม. โดยรุ่นอะลูมิเนียมและไทเทเนียมบางลงเหลือ 9.7 มม. ส่วนรุ่นเซรามิกหนา 9.85 มม.

Series 9 มีตัวเลือกตัวเรือนอะลูมิเนียมหรือ Stainless Steel ขณะที่ Series 12 เปลี่ยนมาเป็นอะลูมิเนียม ไทเทเนียม และเซรามิก

รุ่นอะลูมิเนียมของ Series 9 มีสี Silver, Starlight, Midnight, Pink และ (PRODUCT)RED ส่วน Series 12 มี Dark Bronze, Light Gold, Black และ Space Gray

Series 12 รุ่นไทเทเนียมมีสี Radiant Gold และ Natural ส่วนรุ่นเซรามิกมี Pearl White และ Night Blue

ด้านกระจก รุ่นอะลูมิเนียมของ Series 9 ใช้ Ion-X ส่วน Stainless Steel ใช้ Sapphire Crystal ขณะที่ Series 12 รุ่นอะลูมิเนียมเปลี่ยนมาใช้ Ceramic Shield 2 และรุ่นไทเทเนียมกับเซรามิกใช้ Sapphire Crystal

พื้นที่หน้าจอก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย Series 9 ขนาด 41 มม. มีพื้นที่หน้าจอ 904 ตร.มม. และรุ่น 45 มม. อยู่ที่ 1,143 ตร.มม. ส่วน Series 12 ขนาด 42 มม. มีพื้นที่ 970 ตร.มม. และรุ่น 46 มม. อยู่ที่ 1,196 ตร.มม.

MacRumors ระบุว่า พื้นที่หน้าจอของ Series 12 ใหญ่ขึ้นประมาณ 7% ในรุ่นขนาดเล็ก และประมาณ 5% ในรุ่นขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับ Series 9

Series 12 ใช้ชิป S11 และ RAM 4GB

Apple Watch Series 9 ใช้ชิป S9 พร้อม RAM 2GB ส่วน Series 12 อัปเกรดเป็นชิป S11 พร้อม RAM 4GB

หน้าจอของ Series 9 เป็น LTPO OLED Always-On Retina ขณะที่ Series 12 ใช้ LTPO3 Wide-angle OLED Always-On Retina พร้อม Refresh Rate 1Hz ซึ่งช่วยให้หน้าปัดบางแบบแสดงเข็มวินาทีที่เดินแบบต่อเนื่องได้

ระบบสุขภาพอัปเกรดครั้งใหญ่

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ Series 12 อยู่ที่ระบบตรวจวัดสุขภาพ

Series 9 ใช้เซ็นเซอร์วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจแบบ Optical รุ่นที่ 3 ขณะที่ Series 12 อัปเกรดเป็นเซ็นเซอร์วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจรุ่นที่ 2 และ Optical Heart Sensor รุ่นที่ 4 แบบ Always-On

Series 9 วัดอัตราการเต้นหัวใจเบื้องหลังเป็นช่วง ๆ ส่วน Series 12 สามารถวัดได้ทุก 5 วินาที และวัด Heart Rate Variability หรือ HRV ได้ถี่ขึ้นสูงสุด 24 เท่า พร้อมเพิ่ม Recovery HRV

Series 12 ยังเพิ่มแอป Readiness ที่มีคะแนนประจำวันและคำแนะนำ เพิ่ม Daytime View ในแอป Vitals และออกแบบระบบนับก้าวใหม่ พร้อม Steps Complication สำหรับหน้าปัด

Series 9 มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิข้อมืออยู่แล้ว ส่วน Series 12 เพิ่มเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำ รวมถึง Depth Gauge วัดความลึกได้สูงสุด 6 เมตร และแอป Depth

เพิ่ม Audio Intelligence และ 5G RedCap

Series 12 มาพร้อมไมโครโฟนที่รองรับ Voice Isolation และลำโพงที่ออกแบบใหม่สำหรับเล่นสื่อ ขณะที่ Series 9 ใช้ไมโครโฟนและลำโพงแบบเดิม

อีกจุดเด่นคือ Audio Intelligence ซึ่งประกอบด้วย Sound Recognition, Shazam ที่ทำงานเร็วขึ้น, Live Rewind และ Siri Recap

ในรุ่น Cellular, Series 9 รองรับ LTE และ UMTS ส่วน Series 12 รองรับ LTE และ 5G RedCap

แบตเตอรี่นานขึ้น ชาร์จเร็วกว่า

Apple Watch Series 9 ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 18 ชั่วโมง และสูงสุด 36 ชั่วโมงใน Low Power Mode

Series 12 เพิ่มเป็นสูงสุด 24 ชั่วโมงในการใช้งานทั่วไป และ 38 ชั่วโมงใน Low Power Mode

ด้านการชาร์จ Series 9 ชาร์จถึง 80% ได้ในเวลาประมาณ 45 นาที ขณะที่ Series 12 ลดเหลือประมาณ 30 นาที และการชาร์จเพียง 15 นาทีสามารถใช้งานทั่วไปต่อได้สูงสุด 12 ชั่วโมง

น้ำหนักไม่ได้ลดลงในทุกรุ่น

แม้ Series 12 จะบางกว่าอย่างชัดเจน แต่น้ำหนักไม่ได้ลดลงในทุกโมเดล

Series 9 รุ่นอะลูมิเนียม GPS ขนาดเล็กหนัก 31.9 กรัม ส่วน Series 12 อยู่ที่ 32.2 กรัม ขณะที่รุ่นขนาดใหญ่เพิ่มจาก 38.7 กรัมเป็น 39.5 กรัม

อย่างไรก็ตาม รุ่น Cellular ของ Series 12 กลับเบาลงเล็กน้อย และผู้ที่เปลี่ยนจาก Series 9 ตัวเรือน Stainless Steel ไปเป็น Series 12 ตัวเรือนไทเทเนียมจะรู้สึกถึงความแตกต่างด้านน้ำหนักชัดเจนกว่า เนื่องจากมีการเปลี่ยนวัสดุตัวเรือน

ผู้ใช้ Series 9 ควรอัปเกรดหรือไม่?

สำหรับเจ้าของ Series 9 การอัปเกรดเป็น Series 12 ถือว่าได้ความเปลี่ยนแปลงสะสมที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ Apple Watch เพื่อติดตามการฝึกซ้อมและการฟื้นตัว

การวัดอัตราการเต้นหัวใจและ HRV ที่ถี่ขึ้นรองรับฟีเจอร์อย่าง Readiness, Recovery HRV และ Daytime Vitals ขณะที่ตัวเรือนใหม่มีหน้าจอใหญ่และเป็นทรงเหลี่ยมมากขึ้น รวมถึงมี Depth Gauge และเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำสำหรับผู้ที่ว่ายน้ำหรือ Snorkeling

ในทางกลับกัน หากใช้งานหลักเพื่อดูการแจ้งเตือน ติดตามกิจกรรมทั่วไป และออกกำลังกายเป็นครั้งคราว ความแตกต่างอาจยังไม่มากพอให้ต้องรีบเปลี่ยน

Series 9 ยังมี Always-On Display, ECG, เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิข้อมือ, Double Tap, การแจ้งเตือนภาวะหยุดหายใจขณะหลับและความดันโลหิตสูง รวมถึงยังรองรับ watchOS 27 และ Siri AI เมื่อจับคู่กับ iPhone ที่รองรับ

แม้ Series 12 จะมีแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยและชาร์จเร็วกว่า แต่ MacRumors มองว่าความแตกต่างด้านแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการอัปเกรด

ฟีเจอร์ Audio Intelligence อาจเป็นอีกเหตุผลสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม โดยเฉพาะ Sound Recognition สำหรับผู้ที่หูหนวกหรือมีปัญหาด้านการได้ยิน ส่วน Live Rewind และ Siri Recap มีกำหนดเปิดตัวในรูปแบบ Beta ช่วงปลายปี 2026

หากซื้อใหม่ Series 12 น่าสนใจกว่า

สำหรับผู้ที่กำลังซื้อ Apple Watch Series 12 มีราคาเริ่มต้น ฿14,900 เท่ากับราคาเริ่มต้นของ Series 9 ตอนเปิดตัว แต่รวมการอัปเกรดสะสมตลอด 3 รุ่นไว้แล้ว

Series 9 มือสองหรือ Refurbished ยังเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าได้หากมีส่วนลดมากเพียงพอ และฟีเจอร์สุขภาพที่มีอยู่ตอบโจทย์ แต่ควรตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ สภาพตัวเครื่อง และการรับประกันก่อนซื้อ เพราะแบตเตอรี่ที่เสื่อมอาจทำให้ความคุ้มค่าจากราคาที่ถูกลงหายไปอย่างรวดเร็ว

ที่มา: MacRumors

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Nattida Suriyodara

Writer and Content Creator from iMod