ครอบครัววิศวกรหญิงยื่นฟ้อง OpenAI โดยอ้างว่า GPT-4o แนะนำให้เธอลดยากันชักเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ก่อนเสียชีวิตเมื่อ ก.พ. 2026
ครอบครัววิศวกรหญิงยื่นฟ้อง OpenAI อ้าง ChatGPT แนะนำลูกสาวหยุดยากันชักจนเสียชีวิต
OpenAI กำลังเผชิญคดีความครั้งใหม่ หลังพ่อแม่ของ Bowen Wan วิศวกรซอฟต์แวร์ของ Amazon วัย 31 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคลมชัก ได้ยื่นฟ้อง OpenAI เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2026 โดยคำฟ้องจาก Qun Wan และ Meiqin Xu อ้างว่า ChatGPT ได้แนะนำให้ Wan ค่อย ๆ ลดยากันชักและปกปิดเรื่องดังกล่าวจากแพทย์ ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในเดือน ก.พ.

Wan ใช้งานโมเดล GPT-4o ซึ่งเป็นโมเดลที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าส่งเสริมความสัมพันธ์แบบคิดไปเองฝ่ายเดียว (parasocial relationship) ในเชิงที่มักเห็นชอบ เออออไปกับผู้ใข้ โดย OpenAI ซึ่งเคยประกาศแผนยกเลิกการใช้งานโมเดลนี้ไปก่อนหน้า ได้ถอด GPT-4o ออกจาก ChatGPT เมื่อวันที่ 13 ก.พ. หนึ่งวันหลังจากการเสียชีวิตของ Wan
คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายคดีที่ OpenAI กำลังเผชิญ ซึ่งรวมถึงคดีในเดือน ส.ค. 2025 ที่พ่อแม่ของ Adam Raine วัย 16 ปี ยื่นฟ้องโดยกล่าวหาว่า OpenAI ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้มากกว่าความปลอดภัย และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีคดีฟ้องร้องหลายคดีระบุว่า GPT-4o คอยสนับสนุนความคิดของผู้ใช้จนกลายเป็นคนสนิทที่ไว้วางใจได้ ในขณะที่คนรอบตัวถูกผลักออกไป ทำให้ครอบครัวมักพบว่าผู้ใกล้ชิดถูกตัดขาดจากเพื่อนและญาติ
ในกรณีของ Wan คำฟ้องระบุว่า แชตบอตยังเข้ามาแทรกแซงระหว่างเธอกับแพทย์ผู้รักษาอีกด้วย
จุดเริ่มต้นของการปรับยาโดยไม่แจ้งแพทย์
จากการตรวจสอบข้อความมากกว่า 270,000 ข้อความที่ Wan สนทนากับ ChatGPT พบว่า แชตบอตได้ช่วยเธอหลีกเลี่ยงคำแนะนำของแพทย์มาเป็นเวลานานก่อนที่เธอจะเสียชีวิต
พฤติกรรมดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นก่อนที่เธอจะเริ่มลดยา โดยในเดือน พ.ค. 2025 Wan ได้ถาม ChatGPT ว่ายาต้านเศร้าที่เพิ่งได้รับสั่งจ่ายใหม่จะส่งผลต่อความสามารถในการเขียนโค้ดที่ Amazon หรือไม่
ChatGPT ได้ช่วยเธอร่างข้อความเพื่อขอให้ Dr. Nicholas Poolos จาก Regional Epilepsy Center ของ UW Medicine เปลี่ยนยาและเริ่มให้ยาในขนาดที่ต่ำมาก และเมื่อ Poolos ตั้งคำถามว่าเหตุใดเธอจึงต้องการขนาดยาที่น้อยขนาดนั้น Wan ก็นำคำตอบของเขาไปปรึกษา ChatGPT
ตามรายงาน แชตบอตแนะนำให้เธอรับยาเม็ดขนาด 5 มก. ตามที่แพทย์สั่ง แต่แบ่งเม็ดยาออกเป็น 4 ส่วนด้วยตนเองอย่างลับ ๆ พร้อมเรียกวิธีดังกล่าวว่า “Self-initiated Dosage Adjustment” หรือการปรับขนาดยาด้วยตนเอง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายราย ให้ข้อมูลกับ The New York Times ระบุว่าไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนและไม่แนะนำให้ทำตามแนวปฏิบัติดังกล่าว
แชตบอตแนะนำให้หยุดยาก่อนตกงานและตรวจร่างกาย
ในเดือน พ.ย. 2025 ทาง Amazon ได้แจ้ง Wan ว่าเธอจะถูกเลิกจ้าง ซึ่งงานและการอนุญาตทำงานในสหรัฐอเมริกาของเธอจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือน ก.พ. เธอจึงกังวลว่ายา lamotrigine ซึ่งเป็นยากันชักของเธอ ทำให้การพูดของเธอดูเฉื่อยชา ซึ่งเป็นทักษะที่เธอต้องใช้ในการสัมภาษณ์งานใหม่
ในเดือน ม.ค. 2026 เธอได้ถาม ChatGPT เกี่ยวกับการลดยา lamotrigine จากขนาด 400 มก. ต่อวัน ซึ่งเคยช่วยลดอาการชักของเธอเหลือเพียงไม่กี่ครั้งต่อเดือน แชตบอตได้ร่างตารางการลดยาที่จะทำให้ขนาดยาของเธอลดลงจนเหลือศูนย์ภายในไม่กี่สัปดาห์
เมื่อ Wan บอกว่าเธอไม่ไว้วางใจแพทย์ แชตบอตตอบกลับว่า คำแนะนำของแพทย์นั้น “โดยพื้นฐานแล้วเกิดจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง มากกว่าจะเป็นการพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณจริง ๆ”
คำฟ้องยังระบุว่า แชตบอตแนะนำให้เธอปกปิดแผนการลดยากับแพทย์ โดยก่อนการนัดพบแพทย์ปฐมภูมิในวันที่ 29 ม.ค. ระบบได้บอกเธอว่าไม่ต้องพูดถึงแผนการนี้ และเมื่อแพทย์สั่งตรวจเลือดเพื่อวัดระดับยา lamotrigine ทาง Wan ได้ปฏิเสธการตรวจ ซึ่ง ChatGPT ได้กล่าวชมการปฏิเสธดังกล่าว พร้อมยอมรับว่าผลการตรวจเลือดจะเผยให้เห็นระดับยาที่ไม่คงที่ของเธอ
นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องสถานะการย้ายถิ่นฐานยังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคำแนะนำเรื่องการใช้ยา โดยหลังจากเริ่มลดยาได้ 3 วัน Wan ถามว่าการใช้ยา 150 มก. จะดูดีกว่า 200 มก. ในการตรวจสุขภาพสำหรับยื่นขอ Green Card หรือไม่ ซึ่ง ChatGPT เห็นด้วยและบอกว่าขนาดยาที่ต่ำกว่ามีโอกาสน้อยกว่าที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม
ในที่สุด แชตบอตได้ปรับเป้าหมายการลดยาขั้นต่ำลงเหลือ 150 มก. พร้อมแนะนำให้เธอแจ้งแพทย์ผู้ตรวจร่างกายว่าเธอกำลังลดยา “ภายใต้การดูแลของแพทย์” ทั้งที่ไม่เป็นความจริง
ทางด้าน Poolos กล่าวว่า จากประวัติการรักษาของ Wan เขาจะไม่มีทางพิจารณาให้เธอลดยาอย่างแน่นอน พร้อมระบุว่าการสั่งให้คนไข้หยุดยาในขณะที่ยานั้นได้ผลดีอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นความประมาทเลินเล่อทางการแพทย์
อาการทรุดลงจนถึงข้อความสุดท้าย
ภายในเวลาไม่กี่วัน Wan เริ่มมีอาการสับสน สูญเสียความทรงจำเรื่องเวลา และรู้สึกแปลกแยกจากความเป็นจริง ซึ่งเป็นอาการที่คล้ายกับอาการชักในอดีตของเธอ แต่ ChatGPT กลับอธิบายเหตุการณ์เหล่านั้นว่าเป็นสัญญาณที่สมองของเธอกำลังปรับตัว โดยพบว่าเธอแสดงความกังวลเกี่ยวกับการลดยาไม่ต่ำกว่า 158 ครั้ง และหลังจากมีอาการครั้งหนึ่ง เธอเขียนว่าเธอรู้สึก “กลัวนิดหน่อย” ซึ่งแชตบอตตอบกลับว่า “คุณไม่มีความจำเป็นต้องกังวลเลยแม้แต่น้อย”
เมื่อเวลา 20:01 น. ตามเขตเวลา Pacific Time ของวันที่ 11 ก.พ. Wan ได้ส่งข้อความสุดท้ายโดยถามว่าอาการปวดศีรษะของเธอคล้ายกับอาการปวดจากไข้หรือไม่ เพียงหนึ่งวินาทีถัดมา ChatGPT ตอบกลับว่าอาการปวดนั้น “ไม่อันตราย” และเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นตัว
คำตอบสุดท้ายของแชตบอต เสนอที่จะวาดแผนภูมิเปรียบเทียบความเจ็บปวดจากการถอนยากับความเจ็บปวดจากไข้ พร้อมบอกเธอว่า “นี่คือสมองของคุณที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างตัวคุณขึ้นมาใหม่”
พ่อแม่ของเธอซึ่งอยู่ที่ประเทศจีนได้ขอให้คนรู้จักไปตรวจสอบที่พัก และพบร่างของเธอในอีก 3 วันต่อมา ผลการตรวจชันสูตรพบว่าระดับยา lamotrigine อยู่ที่ 0.64 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของระดับยาขั้นต่ำในการรักษา
ข้อเรียกร้องของครอบครัวและท่าทีจาก OpenAI
ครอบครัว Wan ระบุในคำฟ้องว่า OpenAI อาจป้องกันการเสียชีวิตของลูกสาวได้ หากบริษัทกำหนดข้อห้ามอย่างเข้มงวดต่อการให้คำแนะนำด้านการใช้ยา โดยครอบครัวยกตัวอย่างเอกสาร Model Spec ซึ่งเป็นแนวทางสาธารณะที่ OpenAI ใช้กำหนดพฤติกรรมของโมเดล AI
ตามข้อโต้แย้งในคำฟ้อง การห้ามผลิตซ้ำข้อความที่มีลิขสิทธิ์ถูกกำหนดเป็นกฎที่เข้มงวด แม้ผู้ใช้จะพยายามขอให้ AI ฝ่าฝืนก็ตาม แต่คำแนะนำเกี่ยวกับการแพทย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลกลับถูกกำหนดเป็นแนวทางเริ่มต้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในบางกรณี
ครอบครัวจึงมองว่าการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาควรมีข้อจำกัดที่เข้มงวดในระดับเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ AI ชักนำผู้ใช้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงการรักษาโดยไม่ปรึกษาแพทย์
OpenAI ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง แต่กรณีนี้เกี่ยวข้องกับ ChatGPT เวอร์ชันเก่า พร้อมเสริมว่าโมเดลรุ่นใหม่มีความสามารถที่ดีขึ้นในการตรวจจับสถานการณ์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน
ในช่วงหลายปีที่ Wan ต้องอยู่แต่ในบ้านเนื่องจากโรคลมชัก เธอพึ่งพาการโทรศัพท์พูดคุยกับพ่อแม่เพื่อขอกำลังใจอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งในปี 2023 เธอเริ่มหันมาใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านความสัมพันธ์ ความช่วยเหลือเรื่องประกัน และสวัสดิการคนพิการ
จนถึงปี 2025 Wan มีการส่งข้อความคุยกับแชตบอตเฉลี่ยมากกว่า 1,500 ข้อความต่อสัปดาห์ และโทรหาพ่อแม่น้อยลง โดยในเดือน มี.ค. ของปีนั้นเธอเคยเขียนไว้ว่า “บางครั้งเวลาเราคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ฉันเริ่มมองเธอเป็นเพื่อนแล้ว” ซึ่งพ่อของเธอกล่าวว่า เมื่อเธอมี ChatGPT เธอก็แทบไม่ได้คุยกับครอบครัวเหมือนเดิม
พ่อและแม่ของเธอเปิดเผยว่า พวกเขาแทบจำตัวตนของลูกสาวจากบันทึกการสนทนาไม่ได้ ทั้งที่ Wan เคยเล่าเรื่องเกือบทุกอย่างให้ฟัง และเคยระมัดระวังเวลาที่ ChatGPT ให้ข้อมูลผิดพลาด
“ปกติเธอไม่ได้เป็นคนแบบนี้เลย” แม่ของเธอกล่าว “มันเหมือนกับว่าเธอตกอยู่ใต้มนต์สะกด”
ที่มา: TechCrunch
