ใน

รัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันคำว่า“Super Intelligence” แทน AI สื่อตั้งข้อสงสัยเป็นการ “รีแบรนด์” ภาพลักษณ์ AI หรือไม่?

รัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันคำว่า “Super Intelligence” แทน AI พร้อมข้อตกลงความปลอดภัยแบบสมัครใจ แต่ยังถูกตั้งคำถามว่ามีน้ำหนักจริงเพียงใด

รัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันคำว่า“Super Intelligence” แทน AI สื่อตั้งข้อสงสัยเป็นการ “รีแบรนด์” ภาพลักษณ์ AI หรือไม่?

Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดการประชุมร่วมกับผู้บริหารรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนจากการใช้คำว่า Artificial Intelligence หรือ AI มาเป็น “Super Intelligence”

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบมาพูดคุยในพอดแคสต์ Equity ของ TechCrunch โดย Kirsten Korosec, Sean O’Kane และ Anthony Ha ตั้งคำถามถึงแรงจูงใจเบื้องหลังการประชุม รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรม AI

นอกจากการเปลี่ยนชื่อแล้ว ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยียังร่วมลงนามในข้อตกลงที่ชื่อว่า “Joint Commitment on Frontier Responsibilities” ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบ และความปลอดภัยของเทคโนโลยี AI ขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมรายการมองว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติมากนัก เนื่องจากไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดย Trump ระบุว่าข้อตกลงนี้ถือเป็นสิ่งที่ “ผูกพันทางศีลธรรม” หรือ “morally binding”

สหรัฐฯ ผลักดันคำว่า “Super Intelligence” แทน AI

Anthony Ha ระบุว่า Trump ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่กำหนดให้ตัวแทนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้คำว่า “Super Intelligence” แทน “Artificial Intelligence”

Trump เคยพูดถึงแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนชื่อมาก่อนหน้านี้ และล่าสุดได้ทำให้แนวทางดังกล่าวเป็นทางการผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร

การประกาศนี้เกิดขึ้นพร้อมกับความเคลื่อนไหวด้านความปลอดภัย AI ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่นาน Trump ยังแสดงท่าทีต่อต้านการกำกับดูแล AI โดยมองว่าสหรัฐฯ ควรเร่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และไม่ควรจำกัดการพัฒนา

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารบริษัท AI รายใหญ่หลายรายกลับเข้าร่วมประชุมกับ Trump และลงนามในข้อตกลงด้านความรับผิดชอบดังกล่าว

ถูกมองว่าเป็นการ “รีแบรนด์” ภาพลักษณ์ AI

Kirsten Korosec มองว่า ความสำคัญของการประชุมอาจไม่ได้อยู่ที่ข้อตกลงด้านความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพยายามในการ “รีแบรนด์ AI”

เธอมองว่าข้อความที่รัฐบาลพยายามสื่อคือ ภาพจำเดิมของ AI ที่เชื่อมโยงกับความกลัว เช่น AI อาจเป็นอันตรายหรือแย่งงานมนุษย์ กำลังถูกแทนที่ด้วยคำว่า “Super Intelligence” ซึ่งฟังดูเป็นบวกมากกว่า

ความพยายามดังกล่าวยังดำเนินต่อเนื่อง โดย Trump ประกาศจัดตั้ง “Super Intelligence Force” ในช่วงสุดสัปดาห์หลังการประชุม

ผู้บริหารเทคโนโลยีรายใหญ่เข้าร่วมพร้อมหน้า

Korosec ระบุว่า ก่อนหน้าการประชุมไม่นาน Anthropic ยังมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับฝ่ายบริหาร Trump

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนหลัง Dario Amodei, CEO ของ Anthropic ได้รับเชิญไปร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ Trump เวลา 22:00 น.

เพียงไม่กี่วันต่อมา มีการจัดงานเลี้ยงกลางวันที่รวมผู้บริหารและบุคคลสำคัญในวงการเทคโนโลยีจำนวนมาก เช่น Mark Zuckerberg, Jeff Bezos, Elon Musk และ Dario Amodei

อย่างไรก็ตาม Sean O’Kane ยังคงตั้งข้อสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ Anthropic ดีขึ้นจริงหรือไม่

เขาระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังคงวิจารณ์ Anthropic อย่างหนัก และมองบริษัทว่าเป็นปัญหาต่อความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่ Emil Michael ก็ยังแสดงความเห็นต่อต้าน Anthropic บน X อยู่เป็นระยะ

ความสัมพันธ์ระหว่าง Anthropic กับรัฐบาลยังซับซ้อน

Anthony Ha อธิบายว่า ในช่วงที่ Anthropic มีความขัดแย้งกับกระทรวงกลาโหม มีรายงานว่าหน่วยงานและบุคคลแต่ละกลุ่มในทำเนียบขาวมีมุมมองต่อบริษัทแตกต่างกัน

กระทรวงการคลังดูเหมือนจะมีท่าทีในเชิงบวกต่อ Anthropic ขณะที่กระทรวงกลาโหมไม่พอใจเงื่อนไขบางอย่างที่ Anthropic ต้องการกำหนดเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีของบริษัท

ด้วยเหตุนี้ การที่ Amodei เข้าร่วมประชุมกับ Trump จึงอาจไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Anthropic กับรัฐบาลเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ภายในรัฐบาลยังมีทั้งกลุ่มที่ต้องการใช้เทคโนโลยีของ Anthropic และต้องการให้บริษัทมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง ขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มที่คัดค้านบริษัทอย่างชัดเจน

ข้อตกลงความปลอดภัย AI ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

อีกประเด็นที่ถูกวิจารณ์คือ “Joint Commitment on Frontier Responsibilities” ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และเป็นข้อตกลงที่บริษัทต่าง ๆ เข้าร่วมโดยสมัครใจ

O’Kane ชี้ว่าตัวเอกสารยังมีข้อผิดพลาดถึงขั้นสะกดคำว่า “United States” ผิด ซึ่งทำให้เขามองว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจถูกจัดทำขึ้นอย่างเร่งรีบ

Trump เรียกข้อตกลงนี้ว่า “morally binding” หรือมีผลผูกพันในทางศีลธรรม แต่ไม่ได้มีมาตรการทางกฎหมายที่บังคับให้บริษัทต้องปฏิบัติตาม

Anthony Ha มองว่า ตัวข้อตกลงเองอาจไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่อีกด้านหนึ่ง การที่รัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างสัญลักษณ์หรือแสดงท่าทีเกี่ยวกับความปลอดภัย AI ก็ถือว่ามีนัยสำคัญ

กล่าวคือ สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เนื้อหาของข้อตกลง แต่เป็นการที่อุตสาหกรรมและรัฐบาลรู้สึกว่าจำเป็นต้องส่งสัญญาณต่อสาธารณะว่ากำลังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบและความปลอดภัยของเทคโนโลยี

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Nattida Suriyodara

Writer and Content Creator from iMod