ใน

5 สมาร์ตโฟน Android ที่มีกล้องรูรับแสงปรับได้ ก่อน iPhone 18 Pro

ก่อน iPhone 18 Pro จะมาพร้อมกล้องรูรับแสงปรับได้ สมาร์ตโฟน Android หลายรุ่นเคยใช้เทคโนโลยีนี้แล้ว ทั้ง Samsung, Sony, Huawei, Xiaomi และ Honor

5 สมาร์ตโฟน Android ที่มีกล้องรูรับแสงปรับได้ ก่อน iPhone 18 Pro

กล้องหลักที่ปรับรูรับแสงได้เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ iPhone 18 Pro และเป็นครั้งแรกใน iPhone ของ Apple แต่เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพิ่งปรากฏบนสมาร์ตโฟนเป็นครั้งแรก เพราะผู้ผลิต Android หลายรายเคยนำมาใช้ก่อนแล้ว

Samsung เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับ Galaxy S9 และ S9+ ในปี 2018 ก่อนที่ Sony, Huawei, Xiaomi และ Honor จะพัฒนากล้องลักษณะเดียวกันตามมา โดยบางแบรนด์ยังใช้งานต่อเนื่อง ขณะที่บางแบรนด์เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีด้านอื่นแทน

กล้องปรับรูรับแสงได้ ช่วยอะไรในการถ่ายภาพ?

โดยทั่วไป กล้องสมาร์ตโฟนใช้รูรับแสงแบบคงที่ แต่กล้องที่ปรับรูรับแสงได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ควบคุมปริมาณแสงที่เข้าสู่เซ็นเซอร์ ซึ่งส่งผลต่อความชัดลึกและรูปแบบของภาพที่ถ่าย

ตัวอย่างการใช้งานคือการถ่ายภาพกลุ่ม เพื่อให้ตัวแบบหลายคนอยู่ในระยะโฟกัส รวมถึงการปรับให้เหมาะกับสภาพแสงและการเคลื่อนไหวของวัตถุ ช่วยเพิ่มทางเลือกในการสร้างสรรค์ภาพถ่าย

ผู้ผลิตบางรายยังร่วมมือกับแบรนด์ด้านกล้องอย่าง Leica และ ZEISS เพื่อสร้างความแตกต่างให้สมาร์ตโฟน โดยเริ่มจากรุ่นระดับพรีเมียม ก่อนที่บางแบรนด์จะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับรุ่นระดับกลางด้วย

1. Samsung Galaxy S9 และ S9+

Samsung เปิดตัว Galaxy S9 Series ในเดือน มี.ค. 2018 โดยมีกล้องที่สลับรูรับแสงได้ 2 ระดับ คือ f/1.5 และ f/2.4 โดย Samsung อธิบายแนวคิดการทำงานว่า คล้ายดวงตาของมนุษย์ที่ปรับตามสภาพแสง

ระบบกล้องยังสามารถบันทึกภาพได้สูงสุด 12 ภาพเพื่อนำมาประมวลผล ช่วยลดนอยส์ และปรับคอนทราสต์ พร้อมฟีเจอร์ Super Slow-mo ที่ 960 fps, การตรวจจับการเคลื่อนไหวอัตโนมัติ และ AR Emoji

กล้องหลักมีความละเอียด 12MP ส่วน Galaxy S9+ เพิ่มกล้อง Telephoto 12MP ขณะที่กล้องหน้ามีความละเอียด 8MP

เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง ซึ่งอยู่ใต้กล้อง แม้จะใช้งานสะดวกเมื่อคุ้นเคยกับตำแหน่งแล้ว แต่การวางนิ้วใกล้เลนส์ก็อาจทำให้เกิดคราบจนต้องเช็ดก่อนถ่ายภาพ

Samsung เคยใช้รูรับแสงแบบปรับได้กับรุ่นถัดมา ก่อนเลิกใช้เพราะต้นทุน และความซับซ้อนของฮาร์ดแวร์ แม้จะมีข่าวลือว่า Galaxy S27 อาจนำฟีเจอร์นี้กลับมา แต่ปัจจัยดังกล่าวยังเป็นข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา

2. Sony Xperia Pro-I

Sony เปิดตัว Xperia Pro-I ในปี 2021 โดยร่วมพัฒนากับ ZEISS และใช้กล้องที่เลือกรูรับแสงได้ระหว่าง f/2.0 กับ f/4.0

Sony ชูจุดเด่นด้านการถ่ายในที่แสงน้อย ช่วงไดนามิกกว้าง และโบเก้ พร้อมนำเสนอความสามารถในการบันทึกวิดีโอ 4K ที่ 120 fps

สเปกสำคัญของ Xperia Pro-I ได้แก่

  • หน้าจอ OLED 4K HDR ขนาด 6.5 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz
  • ชิป Snapdragon 888 5G
  • RAM 12GB และพื้นที่จัดเก็บ 512GB
  • รองรับ microSDXC เพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้สูงสุด 1TB
  • กล้องหลัก 12MP เซ็นเซอร์ Exmor RS ขนาด 1.0 นิ้ว พร้อมเลนส์ ZEISS Tessar T ระยะ 24 มม.
  • กล้อง Telephoto 12MP ซูมออปติคัล 2 เท่า
  • กล้อง Ultra Wide 12MP
  • เซ็นเซอร์วัดระยะ 3D iToF
  • กล้องหน้า 8MP

Xperia Pro-I เป็นสมาร์ตโฟน Sony เพียงรุ่นเดียวที่ใช้รูรับแสงแบบปรับได้ และไม่ได้มีรุ่นสานต่อที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน โดย Sony หันไปพัฒนากล้อง Telephoto ที่ซูมออปติคัลต่อเนื่องผ่านการเคลื่อนชิ้นเลนส์ เช่น ช่วงระยะ 85–125 มม.

แม้ Sony จะไม่ได้ทำตลาดสมาร์ตโฟนในสหรัฐฯ แล้ว แต่ยังจำหน่ายในบางภูมิภาค โดยมีรุ่นอย่าง Xperia 10 VIII, Xperia 1 VII และ Xperia 10 VII อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์

3. Huawei Mate 50 Pro

Huawei Mate 50 Pro เปิดตัวในปี 2022 พร้อมระบบ Ultra Aperture XMAGE Camera โดยโหมด Professional เปิดให้เลือกรูรับแสงได้ 10 ระดับ

กล้องหลักใช้เซ็นเซอร์ RYYB ความละเอียด 50MP และรูรับแสงกว้างสุด f/1.4 ซึ่ง Huawei ระบุว่ารับแสงได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้า 24% พร้อมปรับปรุง Super Night Mode สำหรับการถ่ายในสภาพแสงน้อย

สเปกส่วนอื่นประกอบด้วย

  • กล้อง Periscope Telephoto 64MP ซูมออปติคัล 3.5 เท่า
  • กล้อง Ultra Wide 13MP
  • กล้องหน้า 13MP พร้อมเซ็นเซอร์ 3D ToF สำหรับปลดล็อกด้วยใบหน้าแบบ 3 มิติ
  • หน้าจอ OLED ขนาด 6.74 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz
  • ชิป Snapdragon 8+ Gen 1
  • RAM 8GB และพื้นที่จัดเก็บสูงสุด 512GB

Huawei เป็นแบรนด์ที่ยังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อเนื่อง ทั้ง P60 Pro ในปี 2023, Pura 70 Pro Series ในปี 2024 และ Pura 80 Pro กับ Pura 80 Ultra ในปี 2025

นอกจากนี้ ยังนำรูรับแสงแบบปรับได้มาสู่สมาร์ตโฟนระดับกลางอย่าง Nova 13 Pro และ Nova 14 Pro ซึ่งใช้กล้องหลัก RYYB 50MP ปรับรูรับแสงได้ตั้งแต่ f/1.4 ถึง f/4.0

4. Xiaomi 13 Ultra

Xiaomi ร่วมมือกับ Leica และนำกลไกรูรับแสงแบบปรับได้ 2 ระดับมาใช้กับ Xiaomi 13 Ultra ในปี 2023 ก่อนพัฒนาต่อใน Xiaomi 14 Ultra ปี 2024 เป็นระบบปรับแบบต่อเนื่องที่ใช้ใบรูรับแสง 10 ใบ

อย่างไรก็ตาม Xiaomi 15 Ultra เปลี่ยนกลับมาใช้รูรับแสงคงที่ f/1.63 แทน

Xiaomi หันไปให้ความสำคัญกับการแก้ข้อจำกัดด้านระยะซูม โดยนำระบบซูมออปติคัลเชิงกลแบบต่อเนื่องมาใช้ใน Xiaomi 17 Ultra รวมถึงพัฒนาเซ็นเซอร์ที่จัดการส่วนสว่างและสภาพแสงคอนทราสต์สูงได้ในระดับพิกเซล

การตัดกลไกปรับรูรับแสงยังช่วยลดความซับซ้อน น้ำหนัก และความหนาของโมดูลกล้อง พร้อมลดโอกาสสึกหรอของชิ้นส่วนกลไกในระยะยาว

สำหรับ Xiaomi 13 Ultra มีสเปกสำคัญดังนี้

  • กล้องหลัก 50MP เซ็นเซอร์ขนาด 1.0 นิ้ว
  • กล้อง Ultra Wide 50MP
  • กล้อง Telephoto 50MP ซูมออปติคัล 3.2 เท่า
  • กล้อง Periscope Telephoto 50MP ซูมออปติคัล 5 เท่า
  • กล้องหน้า 32MP
  • ชิป Snapdragon 8 Gen 2
  • RAM สูงสุด 16GB และพื้นที่จัดเก็บสูงสุด 1TB

5. Honor Magic6 Pro

Honor นำรูรับแสงแบบปรับได้มาใช้กับ Magic6 Pro ในปี 2024 โดยกล้องหลัก 50MP เลือกได้ระหว่าง f/1.4 กับ f/2.0 บริษัทชูความสามารถในการเก็บภาพช่วงเวลาที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว โดยยังรักษารายละเอียดของภาพ

กล้องอื่นประกอบด้วย Telephoto 180MP ซูมออปติคัล 2.5 เท่า และซูมดิจิทัลสูงสุด 100 เท่า พร้อมกล้อง Ultra Wide 50MP

Magic6 Pro ยังให้ความสำคัญกับ AI ผ่าน MagicOS 8.0 โดยมีฟีเจอร์เด่น ได้แก่

  • Magic Portal: วิเคราะห์ข้อความและพฤติกรรมเพื่อช่วยทำงานต่อ เช่น ตรวจพบที่อยู่ในข้อความแล้วเชื่อมไปยัง Google Maps
  • Magic Capsule: แสดงข้อมูลและตัวเลือกที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมบนแบนเนอร์ด้านบนหน้าจอ

ตัวเครื่องมีหน้าจอ OLED ขนาด 6.8 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz ใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 3 พื้นที่จัดเก็บสูงสุด 1TB และแบตเตอรี่ Silicon-carbon ความจุ 5,600mAh รองรับการชาร์จผ่านสาย 80W

Honor ยังใช้เทคโนโลยีนี้ต่อใน Magic7 Pro ซึ่งมีกลไกรูรับแสงแบบปรับได้ 2 ระดับเช่นกัน

ทำไมบางแบรนด์จึงเลิกใช้รูรับแสงแบบปรับได้?

แม้รูรับแสงแบบปรับได้จะเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพ แต่ก็ต้องแลกกับกลไกที่ซับซ้อน ต้นทุน และข้อจำกัดด้านพื้นที่ภายในเครื่อง ผู้ผลิตบางรายจึงเลือกนำทรัพยากรไปพัฒนาระบบซูม เซ็นเซอร์ หรือการประมวลผลภาพแทน

ขณะที่ Huawei และ Honor ยังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าแต่ละแบรนด์มีแนวทางออกแบบกล้องแตกต่างกัน ส่วนการนำมาใช้กับ iPhone 18 Pro ก็เป็นอีกตัวอย่างของเทคโนโลยีที่เคยปรากฏบน Android มาก่อน แล้วถูกนำมาพัฒนาในผลิตภัณฑ์อีกกลุ่มหนึ่ง

ที่มา: BGR

ความคิดเห็น - Like เพจ iPhoneMod.net

เขียนโดย Thitirath Kinaret

เต้นท์ iMoD : ป.ตรี วิศวกรรมซอฟต์แวร์ ป.โท บริหารธุรกิจ ม.พายัพ ชอบความสวยงามแบบเรียบง่าย ตามแบบฉบับของ Apple @Contact : facebook.com/tentzy