ฟีเจอร์ฉุกเฉิน บน Apple Watch ไม่ได้มีไว้แค่ให้ดูเท่ แต่สามารถช่วยชีวิตผู้ใช้งานได้จริงในสถานการณ์วิกฤต ทั้งการโทรหาหน่วยกู้ภัยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบการล้มหรืออุบัติเหตุรถชนรุนแรง
ฟีเจอร์ฉุกเฉิน บน Apple Watch ช่วยชีวิตได้จริง, เปิดใช้งานยังไง?
Emergency SOS เป็นฟีเจอร์สำคัญบน Apple Watch ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโทรหาหน่วยฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว และในบางสถานการณ์ ระบบสามารถเริ่มต้นขั้นตอนการขอความช่วยเหลือได้โดยอัตโนมัติเมื่อทำงานร่วมกับฟีเจอร์ตรวจจับการล้ม (Fall Detection) หรือการตรวจจับการชน (Crash Detection) ซึ่งมีเคสจริงทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยที่รอดชีวิตมาได้เพราะฟีเจอร์เหล่านี้
วิธีการใช้งาน Emergency SOS
ผู้ใช้สามารถขอความช่วยเหลือได้ด้วยการกดปุ่มด้านข้าง (Side Button) ค้างไว้ เพื่อโทรหาหน่วยฉุกเฉินในพื้นที่ (สำหรับประเทศไทยคือเบอร์ 191) พร้อมแชร์ตำแหน่งพิกัดให้เจ้าหน้าที่ โดยหลังจากวางสาย ระบบจะส่งพิกัดไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินที่ตั้งค่าไว้ทันที
ฟีเจอร์ตรวจจับการล้ม (Fall Detection)
เมื่อ Apple Watch ตรวจพบว่าผู้ใช้ล้มอย่างรุนแรง ระบบจะสั่นแจ้งเตือนและถามว่า “ดูเหมือนว่าคุณจะล้มแรงมาก” หากผู้ใช้ไม่ตอบสนองภายใน 1 นาที ระบบจะนับถอยหลัง 30 วินาที แล้วโทรหาหน่วยฉุกเฉินพร้อมแจ้งพิกัดให้ผู้ติดต่อฉุกเฉินทราบโดยอัตโนมัติ ซึ่งฟีเจอร์นี้รองรับตั้งแต่ Apple Watch Series 4, SE และ Ultra ทุกรุ่น
ฟีเจอร์ตรวจจับการชน (Crash Detection)
ระบบจะประเมินจากเซ็นเซอร์แรงกระแทก การเคลื่อนที่ และเสียง เพื่อตรวจจับอุบัติเหตุรถชนรุนแรง หากเกิดเหตุชนและผู้ใช้ไม่ตอบสนอง ระบบจะโทรหาหน่วยฉุกเฉินและส่งตำแหน่งไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินทันที โดยรองรับใน Apple Watch Series 8 ขึ้นไป, Apple Watch SE รุ่นที่ 2 และ Ultra ทุกรุ่น (ต้องอัปเดตเป็น watchOS 9 หรือใหม่กว่า)

หมายเหตุ: สำหรับการเชื่อมต่อ Apple Watch รุ่น GPS จะต้องมี iPhone อยู่ใกล้ ๆ เพื่อใช้สัญญาณ Wi-Fi หรือ Bluetooth ในการโทร ส่วนรุ่น GPS + Cellular ที่เปิด eSIM ไว้ จะสามารถโทรออกได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพก iPhone
ที่มา: YouTube iMoD
