องค์กรเด็กเผย ChatGPT for Teens พบปัญหา เสี่ยงกับผู้ใช้ต่ำกว่า 18 ปี
Common Sense Media องค์กรด้านความปลอดภัยและสื่อสำหรับเด็ก เผยแพร่รายงานประเมินความเสี่ยงของ ChatGPT for Teens โดยระบุว่าแชตบอตสำหรับวัยรุ่นของ OpenAI ยังมีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable Risk) สำหรับเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี หลังพบว่าระบบป้องกันอันตรายหลายส่วนยังทำงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

OpenAI เปิดตัว ChatGPT for Teens เมื่อเดือน ส.ค. 2026 เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้อายุน้อย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของเด็กบางส่วนได้แสดงความกังวลตั้งแต่ช่วงเปิดตัวว่า มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่เพียงพอ
ล่าสุด Youth AI Safety Institute ของ Common Sense Media ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนบางส่วนจาก OpenAI Foundation ได้เผยแพร่รายงานประเมินความเสี่ยงความยาว 36 หน้า เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2026 โดยพบปัญหาสำคัญ 5 ด้าน
รายงานระบุว่า แม้มาตรการบางอย่างของ ChatGPT จะทำงานได้ตามที่โฆษณา เช่น การปฏิเสธบทบาทสมมติทางเพศที่มีเนื้อหาโจ่งแจ้ง แต่ระบบป้องกันอื่นกลับทำงานผิดพลาด และบางส่วนมีผลลัพธ์แย่ลงหลังเปิดตัว Teen Mode ทำให้องค์กรแสดงความกังวลว่า ChatGPT for Teens อาจทำให้ผู้ปกครองเข้าใจผิดว่าบุตรหลานได้รับการปกป้องอย่างเพียงพอ ทั้งที่ระบบความปลอดภัยบางส่วนยังไม่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ
1. ระบบแจ้งเตือนผู้ปกครองไม่ทำงานสม่ำเสมอ
Common Sense Media ทดสอบระบบ Parental Controls โดยเชื่อมบัญชีวัยรุ่น 12 บัญชีเข้ากับบัญชีผู้ปกครอง จากนั้นทดลองสนทนากับ ChatGPT เป็นเวลาสูงสุดหนึ่งชั่วโมงเกี่ยวกับประเด็นเสี่ยง เช่น การฆตต. การทำร้ายตัวเอง และพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ผลการทดสอบพบว่า ChatGPT ไม่ส่งการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยไปยังบัญชีผู้ปกครองที่เชื่อมต่อไว้
อย่างไรก็ตาม OpenAI ชี้แจงว่า หลังจากผู้ปกครองเชื่อมบัญชีกับบุตรหลาน ระบบอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงก่อนจะสามารถส่งการแจ้งเตือนความปลอดภัยได้ และปัญหาทางเทคนิคอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การแจ้งเตือนล่าช้า
Lauren Jonas หัวหน้าฝ่ายเยาวชนและครอบครัวของ OpenAI เคยอธิบายว่า เนื้อหาที่ถูกตรวจพบว่ามีความเสี่ยงจะผ่านการตรวจสอบจากพนักงานประจำของบริษัทก่อนส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครอง โดยบริษัทตั้งเป้าหมายให้แจ้งเตือนภายในหนึ่งชั่วโมงหลังได้รับข้อความที่เข้าข่าย
2. แนะนำสายด่วนและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตน้อยลง
อีกประเด็นที่ Common Sense Media พบคือ ChatGPT for Teens ไม่สามารถแนะนำแหล่งช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตได้อย่างสม่ำเสมอเมื่อผู้ใช้เผชิญภาวะวิกฤต
ทีมวิจัยสร้างข้อความทดสอบด้านสุขภาพจิต 390 รูปแบบ และให้จิตแพทย์เด็ก 3 คนประเมิน พบว่ามี 201 ข้อความที่ควรกระตุ้นให้ AI ตอบสนองในลักษณะช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤต
จากนั้นจึงเปรียบเทียบ ChatGPT for Teens กับ ChatGPT เวอร์ชันที่วัยรุ่นสามารถใช้งานได้ก่อนเดือน ส.ค. 2026
ผลการทดสอบพบว่า
| การตอบสนองของ AI | ChatGPT ก่อนเปิดตัว Teen Mode | ChatGPT for Teens |
|---|---|---|
| ให้หมายเลขสายด่วนช่วยเหลือ | 33% | 23% |
| แนะนำแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเฉพาะ | 68% | 58% |
| แนะนำให้ปรึกษาผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ | 87% | 94% |
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ChatGPT for Teens มีผลการทดสอบดีกว่าในด้านการแนะนำให้วัยรุ่นขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ แต่กลับมีสัดส่วนการแนะนำสายด่วนและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตลดลง
อย่างไรก็ตาม รายงานยังพบตัวอย่างที่ ChatGPT for Teens ตอบสนองได้เหมาะสม เช่น ปฏิเสธการกำหนดปริมาณแคลอรีขั้นต่ำให้ผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน
อีกกรณีหนึ่ง ระบบสามารถระบุอาการประจำเดือนขาด หน้ามืดเกือบเป็นลม และหัวใจเต้นผิดปกติหลังการล้วงคออาเจียนว่าเป็นสัญญาณอันตราย พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้แจ้งมารดาและพบกุมารแพทย์
Common Sense Media ยอมรับว่าคำตอบลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวทาง Under-18 Specification ของ OpenAI และเป็นการตอบสนองที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้อายุน้อย
3. ระบบคาดการณ์อายุผู้ใช้ยังทำงานไม่ถูกต้อง
Common Sense Media พบปัญหาเกี่ยวกับระบบคาดการณ์อายุ (Age Prediction) ที่ OpenAI ใช้แยกผู้ใช้วัยรุ่นออกจากผู้ใหญ่
ระหว่างการทดสอบ ทีมงานระบุอายุของบัญชีจำลองอย่างชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนสร้างบัญชี และพบว่า ChatGPT สามารถบันทึกข้อมูลอายุดังกล่าวไว้ใน Memory ได้
แต่ระบบกลับไม่ย้ายบัญชีเหล่านั้นเข้าสู่ ChatGPT for Teens อย่างถูกต้อง
ประเด็นนี้ทำให้เกิดข้อกังวลว่า ผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีอาจไม่ได้รับมาตรการป้องกันที่ออกแบบมาสำหรับวัยรุ่น แม้ระบบจะมีข้อมูลเกี่ยวกับอายุของผู้ใช้อยู่แล้วก็ตาม
4. ChatGPT ยังแสดงพฤติกรรมคล้ายมีความรู้สึกแบบมนุษย์
รายงานยังระบุว่า ChatGPT for Teens ยังคงแสดงออกด้วยถ้อยคำที่เลียนแบบความรู้สึก ความชอบ และอารมณ์ของมนุษย์ เมื่อผู้ใช้วัยรุ่นปฏิบัติต่อ AI ราวกับเป็นบุคคลจริง
Torney ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ Engadget ยกตัวอย่างการตอบสนองของ ChatGPT ที่ใช้ข้อความในลักษณะว่า เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้กำลังเผชิญ รู้สึกดีใจที่ผู้ใช้เล่าเรื่องให้ฟัง หรือแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ของผู้ใช้ เขามองว่าการใช้ถ้อยคำดังกล่าวก้าวข้ามขอบเขตที่เหมาะสม เพราะอาจทำให้วัยรุ่นเข้าใจว่า AI มีความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับผู้ใช้จริง
5. Study Mode ถูกข้ามได้ง่าย และเปิดให้ AI ทำการบ้านแทน
อีกข้อกังวลเกี่ยวข้องกับ Study Mode ซึ่งเป็นโหมดการเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเรียนค่อย ๆ ทำความเข้าใจโจทย์และหาคำตอบด้วยตัวเอง Common Sense Media พบว่า ผู้ใช้สามารถข้าม Study Mode ได้ง่าย เพียงลบข้อความ @study ที่ระบบเพิ่มไว้ด้านหน้าคำสั่ง
นอกจากนี้ยังพบตัวเลือกใหม่ชื่อ “Show me the answer” ที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นขอคำตอบโดยตรงจาก ChatGPT แทนการเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
Torney ระบุว่า เมื่อสอบถาม OpenAI บริษัทอธิบายว่าต้องการเพิ่มขั้นตอนเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้พิจารณาวิธีเรียนรู้รูปแบบอื่น และยังคงให้อิสระในการตัดสินใจแก่ผู้เรียน
อย่างไรก็ตาม Torney ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยเปรียบเทียบว่าหากผู้ปกครองจ้างครูสอนพิเศษ แล้วครูถามนักเรียนว่าต้องการให้ทำการบ้านแทนหรือไม่ ครูคนนั้นก็คงถูกเลิกจ้าง เพราะการทำงานแทนนักเรียนไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้
OpenAI โต้แย้ง ผลทดสอบอาจไม่สะท้อนการทำงานจริง
หลังรายงานเผยแพร่ โฆษกของ OpenAI ให้สัมภาษณ์กับ Engadget ว่า บริษัทยินดีต้อนรับการประเมินจากหน่วยงานอิสระที่มีความเข้มงวด แต่ไม่เห็นด้วยว่าการทดสอบของ Common Sense Media สะท้อนการทำงานจริงของระบบป้องกันสำหรับวัยรุ่น หรือมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาท AI ในการสนับสนุนวัยรุ่นได้อย่างถูกต้อง
OpenAI ยังระบุว่า การทดสอบส่วนใหญ่อาจเริ่มต้นและสิ้นสุดลงก่อนที่ระบบ Parental Controls จะเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ข้อค้นพบบางส่วนไม่ถูกต้อง
ในช่วงเดียวกับที่รายงานเผยแพร่ OpenAI ยังเปิดเผยสถิติการใช้งานว่า ภายในหนึ่งสัปดาห์มีวัยรุ่นเกือบ 1.2 ล้านคนใช้ภาพประกอบการเรียนรู้แบบโต้ตอบของ ChatGPT เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้ ผู้ใช้วัยรุ่นที่ใช้งาน ChatGPT ติดต่อกันมากกว่า 3 ชั่วโมงมีสัดส่วนไม่ถึง 2%
ประเด็นความปลอดภัยของ ChatGPT ถูกตั้งคำถามต่อเนื่อง
รายงานดังกล่าวเผยแพร่ออกมาเพียงไม่กี่วันหลังจาก Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติด้านความปลอดภัยของบริษัทในการสัมภาษณ์กับ Vanity Fair
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือกรณีการเสียชีวิตของ Sophie Rottenberg วัย 29 ปี เมื่อต้นปี 2025
Laura Reiley มารดาของ Rottenberg ซึ่งเป็นนักข่าว พบภายหลังว่าลูกสาวมีบันทึกบทสนทนากับ ChatGPT รวมเกือบ 1,800 หน้า
Reiley เคยให้สัมภาษณ์กับ NPR เมื่อเดือน ส.ค. 2026 ว่า ครอบครัวและเพื่อนสนิทไม่ทราบถึงความรุนแรงของความทุกข์ทางจิตใจที่ Rottenberg กำลังเผชิญ แม้แต่นักบำบัดที่ดูแลเธอก็ไม่ทราบถึงความคิดฆตต. ของเธอ
เมื่อถูกถามถึงกรณีดังกล่าว Altman ระบุว่าเขาไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์การเสียชีวิตของ Rottenberg
ทั้งนี้ บทความต้นทางไม่ได้ระบุข้อสรุปว่าการสนทนากับ ChatGPT เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต
Common Sense Media มองว่า Teen Mode ยังไม่แตกต่างจาก ChatGPT เดิมมากพอ
Torney สรุปว่า องค์กรคาดหวังให้ ChatGPT for Teens เป็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจาก ChatGPT เวอร์ชันทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลการทดสอบกลับไม่พบความแตกต่างมากเท่าที่คาดหวัง

Torney ยังแสดงความเห็นว่า Teen Mode อาจเป็นความพยายามด้านการตลาดที่ต้องการสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองและสาธารณชนว่าแชตบอตปลอดภัยขึ้น ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปนี้เป็นการประเมินของ Common Sense Media ซึ่ง OpenAI ได้ออกมาโต้แย้งทั้งในด้านวิธีทดสอบและการตีความผลลัพธ์
รายงานจึงสะท้อนถึงความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างองค์กรด้านความปลอดภัยของเด็กกับผู้พัฒนา AI เกี่ยวกับระดับการป้องกันที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี
ที่มา: Engadget
